xs
xsm
sm
md
lg

เจาะตำนาน ‘จูหรงจี’ อดีตนายกฯ จีนผู้ล่วงลับ เจ้าของฉายา “พระเจ้าซาร์เศรษฐกิจ-จูหน้าเหล็ก”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อดีตนายกรัฐมนตรี จู หรงจี ของจีน (คนกลาง) จับมือกับผู้แทนในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 (แฟ้มภาพเอเอฟพี)
กลุ่มสื่อจีนรายงาน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) คณะกรรมการถาวรประจำสภาผู้แทนประชาชนจีน คณะรัฐมนตรีจีน และคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันประกาศข่าวความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ นายจูหรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบด้วยโรคชรา ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อเวลา 11.06 น. ของวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น รวมสิริอายุได้ 98 ปี

ทางการจีนได้ยกย่องอดีตนายกรัฐมนตรีจูหรงจีอย่างสูงสุดในฐานะ "สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยอดเยี่ยม นักสู้คอมมิวนิสต์ผู้ภักดีและผ่านการทดสอบอันยาวนาน นักปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ รัฐบุรุษผู้โดดเด่น และผู้นำคนสำคัญของพรรคฯ และรัฐ" โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 14 และชุดที่ 15


จากเด็กกำพร้าสู่ “มือเศรษฐกิจ” ที่เติ้งเสี่ยวผิงไว้วางใจ

นายจูหรงจี เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2471 ที่เมืองฉางซา มณฑลหูหนาน เขาต้องเผชิญความยากลำบากในวัยเยาว์เนื่องจากกำพร้าทั้งบิดาและมารดาตั้งแต่อายุยังน้อย โดยได้รับการอุปการะจากผู้เป็นลุง ด้วยความเฉลียวฉลาดและมุ่งมั่นทำให้เขาสามารถสอบเข้าและสำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) ในปี พ.ศ. 2491 ก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเต็มตัวในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2492

เส้นทางการเมืองของจูหรงจีโดดเด่นอย่างมากในด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ผลงานชิ้นโบแดงที่ทำให้เขาเป็นที่จับตามองระดับประเทศคือการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ (พ.ศ. 2530–2534) โดยเขาเป็นผู้วางรากฐานและพลิกโฉมเซี่ยงไฮ้ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเงินและอุตสาหกรรม และเป็นผู้ริเริ่มการเปิดและพัฒนา “เขตเศรษฐกิจใหม่ผู่ตง” จนเข้าตา เติ้งเสี่ยวผิง รัฐบุรุษอาวุโสของจีนในขณะนั้น ซึ่งยกย่องว่าจูหรงจีคือ "มือเศรษฐกิจระดับอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในจีน" และได้ดึงตัวเขาเข้ามาช่วยงานปฏิรูปประเทศในส่วนกลาง

บรรดาผู้แทนกำลังชมการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี จู หรงจี ของจีน (ณ ขณะนั้น) ผ่านจอภาพขนาดใหญ่ ในพิธีเปิดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 (แฟ้มภาพเอเอฟพี)
ฉายา “จูหน้าเหล็ก” กับโลงศพใบที่ 100

ในปี พ.ศ. 2534 จูหรงจีได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ในปี พ.ศ. 2536 ในยุคที่จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาดสังคมนิยม ซึ่งเกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงและวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ จูหรงจีได้ประกาศใช้ “หลักปฏิบัติ 16 ประการ” เพื่อควบคุมเศรษฐกิจมหภาคอย่างเด็ดขาด เข้มงวดวินัยทางการเงิน และสางหนี้เสียสะสมในระบบรัฐวิสาหกิจไปได้หลายแสนล้านหยวน จนทำให้เศรษฐกิจจีนร่อนลงอย่างปลอดภัยชะลอความร้อนแรงลงได้สำเร็จ (Soft Landing)

นอกจากความเด็ดขาดด้านเศรษฐกิจแล้ว เขายังขึ้นชื่อว่าเป็นนักปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ จนได้รับฉายาว่า “จูหน้าเหล็ก” เขายังเคยลั่นวาจาประโยคประวัติศาสตร์ไว้ว่า:

"การปราบทุจริตครานี้เรามุ่งปราบเสือ ขอให้เตรียมโลงศพไว้ 100 โลง 99 โลงสำหรับพวกข้าราชการโกงกินเหล่านั้น และอีก 1 โลงที่เหลือเผื่อไว้สำหรับตัวผมเอง ผมพร้อมจะดับสูญไปพร้อมกับพวกมันเพื่อความสุขนิรันดร์ของประเทศชาติและประชาชน"

นายกรัฐมนตรี จู หรงจี ของจีน (ณ ขณะนั้น) แสดงท่าทางด้วยการกำหมัดขณะกล่าวปิดรายงานผลการดำเนินงานครั้งสุดท้ายของเขา ในพิธีเปิดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 (แฟ้มภาพเอเอฟพี)
“พระเจ้าซาร์เศรษฐกิจ” ผู้พาทัพจีนฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งและนำจีนเข้า WTO

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2441 จูหรงจี ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งเนื่องจากภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับ "วิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2540" (วิกฤตต้มยำกุ้ง) นายกฯ จูหรงจีตัดสินใจดำเนินนโยบายที่กล้าหาญด้วยการ "ประกาศไม่ลดค่าเงินหยวน" ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจของจีนและฮ่องกงไว้ได้ แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้วิกฤตการเงินในเอเชียลุกลามจนพังทลายไปมากกว่านี้ สื่อตะวันตกและนักวิจารณ์จึงต่างพากันตั้งฉายาให้เขาเป็น “พระเจ้าซาร์แห่งเศรษฐกิจ” (Economic Czar)

ผลงานชิ้นประวัติศาสตร์อีกประการในยุคของเขาคือการเป็นผู้นำและควบคุมกระบวนการเจรจาอันยากลำบากยาวนานนับสิบปี จนสามารถนำพา ประเทศจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดประตูให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและ "โรงงานของโลก" ในปัจจุบัน รวมถึงการเริ่มต้นโครงการใหญ่อย่างการก่อสร้างเขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) และแผนพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน

แม้แต่ อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังเคยกล่าวชื่นชมจูหรงจีไว้ว่า "นักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก อยู่ที่ประเทศจีน"

นายกรัฐมนตรี จู หรงจี ของจีน (ณ ขณะนั้น) กำลังปรับหูฟังระหว่างการประชุมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 (แฟ้มภาพเอเอฟพี)
ผู้นำติดดิน อารมณ์ขัน และชีวิตหลังเกษียณ

จูหรงจี มีสไตล์การทำงานที่แปลกใหม่และแตกต่างจากผู้นำจีนยุคเก่า เขามักจะกล่าวปราศรัยสดต่อหน้าสาธารณชนโดยไม่ดูสคริปต์ มีความเปิกกว้าง เป็นกันเองกับสื่อมวลชน และมีอารมณ์ขันอันเป็นเอกลักษณ์ ในด้านชีวิตส่วนตัวสมรสกับนางเหลาอัน เพื่อนนักศึกษาจากรั้วชิงหัว มีบุตรธิดารวม 2 คน

หลังจากก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2546 เขาได้ส่งไม้ต่อให้แก่นายเวินเจียเป่า และยุติบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง โดยใช้ชีวิตวัยชราอย่างเรียบง่ายอยู่กับครอบครัว ใช้เวลาว่างไปกับสิ่งที่ชื่นชอบอย่างการร้องและเล่นดนตรีอุปรากรปักกิ่ง (งิ้วปักกิ่ง) และยังคงให้การสนับสนุนแนวทางการทำงานของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดต่อๆ มา ทั้งในยุคของประธานาธิบดีหูจิ่นเทา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง โดยเฉพาะการสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง

การจากไปของจูหรงจีในวัย 98 ปี นับเป็นการปิดฉากชีวิตของรัฐบุรุษผู้พลิกประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจีนสมัยใหม่ ผู้ซึ่งฝากผลงาน ความซื่อสัตย์ และความเด็ดขาดเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้จดจำในฐานะหนึ่งในผู้นำที่ดีที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน