กางหลักฐานมัด "อนุทิน" ชี้เป็นสารตั้งต้นมหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น สั่งเปลี่ยนตัวผู้จัดสอบ เปิดทางสู่ขบวนการทุจริตพันล้าน สาวไส้ใครคือผู้บงการตัวจริง
ความคืบหน้าล่าสุดคดีทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น เมื่อ วันอังคารที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้หอบสำนวน 2 ลังใหญ่ รวมประมาณ 10 แฟ้ม ส่งมอบให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการไต่สวนเอง หรือส่งกลับให้กองบังคับการปราบปรามเป็นผู้ทำคดีต่อ
สำหรับผู้ต้องหาในคดีนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ตัวการระดับผู้บริหาร : นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ ดร.เรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ถูกแจ้งข้อหาหนัก ทั้งปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157), เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารและรับรองเอกสารราชการอันเป็นเท็จ, ร่วมกันทำลายเอกสารของผู้อื่น, อั้งยี่, ซ่องโจร และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
กลุ่มที่ 2 กลุ่มปฏิบัติการ : ข้าราชการท้องถิ่นจำนวน 11 ราย ที่ถูกจับกุมขณะร่วมกันแก้ไขกระดาษคำตอบ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทุจริตต่อหน้าที่
ตัดตอนไม่สาวถึง "ระดับใหญ่"... ฝ่ายการเมืองรอดตัว?
เมื่อ พิจารณาจากรายชื่อผู้ต้องหาชุดแรก 13 ราย จะเห็นว่าฝ่ายรัฐมีเพียงอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ ผู้บริหาร มศวแค่ 2 คนเท่านั้น
คำถามสำคัญที่สังคมกำลังตั้งข้อสังเกตอย่างหนักคือ
ฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนที่จะตกเป็นผู้ต้องหาจริง ๆ หรือ ?
มี "ไอ้โม่ง" สั่งการให้ตัดตอนเพื่อลากไปไม่ถึงนักการเมือง หรือ หัวหน้าขบวนการใช่หรือไม่ ?
เพราะหากย้อนดูโครงสร้างการทุจริตในอดีต ลำพังระดับ "อธิบดี" หรือ "ผอ.มหาวิทยาลัย" ไม่ใช่จุดสูงสุดของขบวนการแน่นอน เพราะการสอบท้องถิ่นครั้งนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนและเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลระดับ 4,000–5,000 ล้านบาท ข้าราชการประจำไม่มีทางกล้าทำหากไม่มีสัญญาณ "ไฟเขียว" จากฝ่ายการเมืองที่คุมกระทรวงเพื่อเปิดทางและรอรับผลประโยชน์
การแจ้งข้อหาอดีตอธิบดี สถ. และผู้บริหาร มศว จึงเป็นเพียงการ "ตัดไฟ" แค่ระดับปฏิบัติการ เพื่อสร้างภาพให้สังคมรู้สึกว่ามีการ"ฟันตัวใหญ่"แล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ฝ่ายการเมืองมักใช้วิธีสั่งการผ่าน "หน้าห้อง" หรือ "ที่ปรึกษา" โดยไม่ทิ้งร่องรอยในเอกสารราชการ เพื่อให้ตัวเองรอดตัวแล้วโยนบาปว่าข้าราชการประจำทุจริตกันเอง เหมือนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เล่นลิเกทำเป็นจริงจังว่าจะจัดการคนโกงให้ถึงที่สุด
แต่มีหลักฐานยืนยันชัดว่า "สารตั้งต้น" ของเรื่องนี้ มาจาก นายอนุทิน ในฐานะ รมว.มหาดไทย นี่เอง
เปิดไทม์ไลน์พิสูจน์ "สารตั้งต้น" ตั้งแต่ ปี 2560– 2569
ช่วงที่ 1 - จุดเริ่มต้นและการจัดซื้อจัดจ้าง (ปี 2560-66)
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 - คำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติที่ 8/2560 เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรมว.มหาดไทย กำกับดูแล สถ.เอง ออกคำสั่งให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขัน และร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR)
ต่อมา วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 : กสถ.ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 มีมติเห็นชอบข้อกำหนดรายละเอียดการจ้างการจัดทำ TOR
วันที่ 21 มิถุนายน 2566 : คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือกและเชิญมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวน 6 แห่งเข้าเสนอราคา ประกอบด้วย
1.มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
2.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.มหาวิทยาลัยมหิดล
4.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
5.มหาวิทยาลัยบูรพา
และ
6.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
สังเกตว่าไม่มีชื่อของ มศว. หรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อยู่เลย
วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 - มหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน 2 แห่ง จาก 6 แห่ง ได้เช้ายื่นเสนอราคา คือ มหาวิทยาลัยบูรพา และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งภายหลังเป็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ชนะการเสนอราคา รวม 82.80 ล้านบาท
วันที่ 11 กันยายน – 20 พฤศจิกายน 2566 - มหาวิทยาลัยบูรพา ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งกรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วฟังขึ้น จึงให้ทบทวนผลใหม่
จุดเปลี่ยนตรงนี้สำคัญมากๆ
วันที่ 11 กันยายน 2566 – มหาวิทยาลัยบูรพามีหนังสือที่ อว 8128/2313 ลงวันที่ 11 กันยายน 2566 อุทธรณ์ผลการจัดซื้อจัดจ้างงานเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นประจำปี 2566 โดยขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทบทวนและเพิกถอนผลการพิจารณาผู้ชนะราคาและดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องต่อไป
ช่วงเวลานี้เดือนกันยายน 2566 (หลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลด้วย) นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทนพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือ บิ๊กป๊อกเรียบร้อย
วันที่ 6 ตุลาคม 2566 - กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยบูรพาและได้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนให้กรมบัญชีกลางพิจารณา ตรงจุดนี้ มท.1 คือ นายอนุทิน ขณะที่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแล กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 คณะกรรมการอุทธรณ์และข้อร้องเรียนกรมบัญชีกลางมีหนังสือด่วนที่สุดที่กค 04 05.5/42763 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยบูรพาโดยอุทธรณ์ฟังขึ้นและมีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยสำคัญจึงให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกลับไปดำเนินการในขั้นตอนพิจารณาผลการเสนอราคาให้ถูกต้อง
วันที่ 26 ธันวาคม 2566 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นยกเลิกประกาศรายชื่อ ผู้ชนะการเสนอราคางานจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ 2566 ลงวันที่ 4 กันยายน 2566 พร้อมทั้งแจ้งประกาศดังกล่าวให้ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายทราบ
วันที่ 28 ธันวาคม 2566 - กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา
ต่อมา วันที่ 10 มกราคม 2567 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งมหาวิทยาลัยบูรพาลงนามในสัญญาจ้าง
ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยซึ่งดูแล สถ.รับทราบ
การลงนามมีขึ้นใน วันที่ 16 มกราคม 2567 แต่ในวันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทยดูแล สถ.มีคำสั่งที่ 150/2567 ลงวันที่ 16 มกราคม 2567 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการสอบแข่งขันและขอให้พิจารณาทบทวนการอนุมัติจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา
นี่เป็นจุดเปลี่ยนของการเปลี่ยนแปลงจากมหาวิทยาลัยบูรพาที่สมควรได้ดำเนินการจัดสอบการแข่งขันมาสู่ การชะลอเซ็นอนุมัติการจ้าง และ ระหว่างนี้ได้มีความพยายามเพิ่มเติม TOR ซื้อเวลามาหลายเดือนจนล่วงเลยมาข้ามปี
วันที่ 30 มกราคม 2568 - นายอนุทินชาญวีรกูลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐ เปิดทางให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถ้าจะยกเลิกจัดจ้างโครงการหรือยกเลิกการจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ว่าสามารถทำได้ตามคำสั่งทางปกครอง
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 - จึงประกาศยกเลิกการคัดเลือกงานจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2566
วันที่ 31 มีนาคม 2568 – มีหนังสือแจ้งให้ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยเบิกจ่ายจากเงินค่าธรรมเนียมการสมัครสอบรายละ 320 บาทจำนวน 438,277 คนเป็นเงินทั้งสิ้น 140.25 ล้านบาท (เพิ่มจากกรอบที่เคยจะจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา)
วันที่ 2 เมษายน – 26 มิถุนายน 2568 - มีการประกวดราคา e-bidding ได้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้ชนะ ด้วยวงเงิน 133.23 ล้านบาท
วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 - มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ผู้เสนอราคาแข่งขันได้ยื่นอุทธรณ์ผล
โดยช่วงนี้จากวิกฤตเรื่องชายแดนไทย-เขมร และผลกระทบจากคลิปลับ “อัลเคิลฮุนเซน กับ แพทองธาร ชินวัตร” ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายเดชอิศม์ ขาวทอง เป็น รมช.มหาดไทย ดูแล สถ.
แต่รัฐบาลเพื่อไทยก็อยู่ได้ไม่นาน พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล โดยได้รับการสนับสนุนโดยพรรคประชาชน นายอนุทิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย นายอนุทินกับ นายทรงศักดิ์ ก็กลับมาครองมหาดไทยเหมือนเดิม
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 - กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทราวิโรฒมาลงนามในสัญญา
วันที่ 24 ตุลาคม 2568 - สถ.ลงนามสัญญาจ้างกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
หลังจากนั้นก็มีกระบวนการในการจัดดำเนินการสอบ และการประกาศผล (ปลายปี 2568 – ปี 2569) และในที่สุดขบวนการทุจริตสอบก็มาถูกจับได้กลายเป็นข่าวครึกโครมอย่างที่เราทราบกัน
นี่คือ ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดมีหลักฐานชัดเจนว่า หลังจาก มหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะและเข้าสู่ขั้นตอนลงนามสัญญา ได้มีการใช้อำนาจฝ่ายการเมืองโดย รมว.มหาดไทย -รมช.มหาดไทย และกลไกของกระทรวง เข้ามาชะลอ ทบทวน และดึงเรื่องออกจาก ม.บูรพา อย่างต่อเนื่อง ดึงเรื่องจนกระทั่งย้าย ผวจ.บุรีรัมย์ มาเป็นอธิบดี สถ.
และย้าย อธิบดีขจร ศรีชวโนทัย ไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อ มท.1 ส่งเรื่องคืนกรม สถ. เพียงแค่ 2 วันหลังจากนั้น ก็มีการยกเลิกการจัดจ้าง ม.บูรพา แล้วร่าง TOR ใหม่ จนได้ มศว.มาร่วมจัดสอบและเกิดการโกงขึ้น
นอกจากนี้ มีคนที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับการจัดการขบวนการโกงสอบท้องถิ่นนี้ว่าเป็น "อาชญากรรมเพื่อช่วยเหลืออาชญากร" โดย พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างแหลมคมดังนี้
พ.ต.อ.ทวี อธิบายไว้อย่างชัดเจน และละเอียดว่าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 ไม่ใช่เพียงแค่คดี “โกงสอบ” แต่คือ “อาชญากรรมเพื่อช่วยเหลืออาชญากร”
พ.ต.อ.ทวี วิเคราะห์ว่า
จากกรณีเมื่อ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ร่วมกับ บก.ปปป. และ CIB นำหมายค้นเข้าตรวจค้น บริษัทสามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ที่ จ.นนทบุรี พบข้าราชการท้องถิ่น 11 ราย กำลังแก้ไขกระดาษคำตอบและไฟล์คะแนนสอบให้กับผู้สมัครสูงถึง 5,960 ราย จากผู้สอบไม่ผ่านให้กลายเป็นสอบผ่าน
แต่ วันที่ 22 มิถุนายน ไม่ใช่จุดเริ่มต้น เพราะก่อนหน้านั้น กสถ. ได้ประกาศขึ้นบัญชีและเรียกบรรจุเข้ารับราชการไปเรียบร้อยแล้ว ผลของการกระทำไม่ได้อยู่แค่ในคอมพิวเตอร์ แต่เกิดขึ้นจริงในระบบราชการและผูกพันกับเงินแผ่นดินไปแล้ว
คำถามคือ ในเมื่อประกาศผลและบรรจุคนไปแล้ว เหตุใดจึงยังต้องแอบกลับมาแก้ไขไฟล์คะแนนและกระดาษคำตอบอีก?
หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการทำให้หลักฐานต้นทางสอดคล้องกับผลที่ประกาศไปแล้วเพื่อปกปิดความผิดเดิม นั่นย่อมไม่ใช่แค่ “การโกงสอบ” แต่คือ “การทำลายพยานหลักฐานเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด” การแก้บัญชีใหม่ของ กสถ. อาจแก้ผลทางปกครองได้ แต่ไม่อาจลบความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น ต้องตรวจสอบด้วยว่า ผู้ที่ถูกนำออกจากบัญชีหรือเพิ่มเข้ามา มีบุคคลใกล้ชิดของนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงหรือไม่ เพราะนี่คือเบาะแสสำคัญในการลากตัวจาก "ผู้ได้รับประโยชน์" ไปถึง "ผู้บงการ"
คดีนี้มีข้อมูลการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์สูงถึงรายละ 450,000 – 1,000,000 บาท มูลค่ารวมประเมินไว้สูงถึง 4,500 – 5,000 ล้านบาท ในทางอาชญาวิทยา เมื่อการทุจริตให้ผลตอบแทนทั้งเงิน ตำแหน่ง และอำนาจ โดยมีความเสี่ยงถูกลงโทษต่ำ มันจะกลายเป็นอาชญากรรมเชิงโครงสร้างที่ฝังตัวอยู่ในระบบราชการ
หากรัฐบาลจะตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย” ขึ้นมาอีกชุด สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การทำงานซ้ำซ้อนกับ ป.ป.ช. แต่ต้อง "กล้าย้อนกลับไปตรวจบาดแผลต้นน้ำ" ที่เกิดจากการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเอง!
นายอนุทินต้องตรวจตั้งแต่ต้นตอ คือ การชะลอสัญญาและการยกเลิก ม.บูรพา ที่มีหนังสืออธิบดี สถ. อ้างข้อสั่งการของ รมว.มหาดไทย ตั้งแต่ปี 2567
รัฐบาลต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำว่า กระบวนการที่ดำเนินอยู่ไม่ใช่การตัดตอนเพื่อปกป้องใคร แต่เป็นการแกะรอยให้ครบทั้ง 3 เส้นทาง คือ
1.เส้นทางข้อมูล
2.เส้นทางเงิน และ
3.เส้นทางคำสั่ง
เพื่อสาวไปให้ถึงผู้ลงมือ ผู้จ้างวาน ผู้สนับสนุน ผู้รับผลประโยชน์ และ "ผู้บงการ" ที่แท้จริง
นอกจากนี้ การเพิกถอนและตรวจสอบรายชื่อเฉพาะกลุ่มผู้สมัครจำนวน 5,924 รายนั้น คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะต้อง เรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย โดยคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เร่งส่งมอบพยานหลักฐานทั้งหมดให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับข้อมูลที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และบริษัท จันวาณิชย์ จำกัด ทั้งนี้เพื่อให้ความจริงปรากฎและสามารถสาวถึงต้นตอของผู้บงการในขบวนการทุจริตนี้ได้
ความล่าช้าในการส่งมอบหลักฐานย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการตรวจสอบว่า อาจมีการปกปิด ขัดขวาง หรือประวิงเวลาในการแสวงหาความจริง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกแก้ไขของพยานหลักฐานสำคัญ
ทั้งที่เมื่อ กสถ. ประกาศบัญชี วันที่ 19 กุมภาพันธ์ และ 8 เมษายน 2569 รายชื่อดังกล่าวย่อมถูกนำไปใช้ขึ้นบัญชี บรรจุแต่งตั้ง และเบิกจ่ายเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดินได้โดยตรง การเพิกถอนรายชื่อภายหลังจึงเป็นเพียงการแก้ไขผลทางปกครอง ไม่อาจลบการกระทำและความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นแล้ว
งานนี้สรุปด้วยคำถามว่า เมื่อเงินกลายเป็นอำนาจ... ความยุติธรรมจะหยุดแค่ปลายน้ำ หรือไปจนสุดซอยเพิ่อลากคอผู้บงการ?
การโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของข้าราชการกลุ่มหนึ่งรับสินบน และปล่อยให้มีการแก้คะแนน แต่มันคือ “การปล้นอนาคตของคนนับแสน” ที่อ่านหนังสือสอบด้วยหยาดเหงื่อ เพื่อแลกกับความหวังที่จะได้เข้าไปรับใช้บ้านเกิดอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และเป็น “การทำลายระบบราชการ” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย อย่างร้ายแรงที่สุด
เม็ดเงินมหาศาลกว่า 5,000 ล้านบาทที่สะพัดในขบวนการนี้ คือ "ทุนมืด" ที่ถูกนำไปต่อยอดซื้อตำแหน่ง ซื้ออำนาจ และปกป้องผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม หากรัฐบาลยังคงลอยตัว ละเล่นละคร "ตัดตอน" เพื่อเซฟฝ่ายการเมือง แล้วปล่อยให้ข้าราชการระดับปฏิบัติการและพวกปลาซิวปลาสร้อยรับบาปแทน
นั่นย่อมเท่ากับว่า ระบบราชการไทย และคนไทยทั้งประเทศได้ยอมสยบให้กับอาชญากรพวกนี้อย่างสมบูรณ์
การจับกุม “คนร่วมขบวนการที่ปลายน้ำ” ไม่อาจคืนความยุติธรรมให้สังคมได้ ตราบใดที่ “สารตั้งต้น” ที่ลงนามชะลอสัญญา คอยสั่งการ และสยายบารมีคุมกระทรวง ยังคงนั่งเสพสุขอยู่บนเก้าอี้อำนาจ ... ใช่หรือไม่? นายกฯ อนุทิน ลองส่องกระจก ถามใจตัวเองดู!