กลายเป็นอีกเสียงสะท้อนปัญหาโรงงานทุนจีนในจังหวัดฉะเชิงเทรา หลัง **ชำนาญ ศิริรักษ์** โพสต์ผ่านเพจ Chamnan Sirirak ตั้งคำถามถึงโรงงานจีนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกประชาชนร้องเรียนเรื่องกลิ่นและสารเคมี รวมถึงเคยมีการตรวจสอบพบการฝ่าฝืนกฎหมายหลายประเด็น แต่เจ้าตัวระบุว่า จนถึงปัจจุบันโรงงานดังกล่าวยังคงประกอบกิจการอย่างคึกคัก
ชำนาญระบุว่า ภาพที่นำมาเผยแพร่เป็นภาพเก่าซึ่งถ่ายไว้ช่วงปลายปี 2567 แต่จากข้อมูลที่ตนได้รับ ปัจจุบันโรงงานดังกล่าวยังคงดำเนินกิจการ และมีรถบรรทุกพ่วงขนของออกจากโรงงานเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน พร้อมตั้งคำถามว่าของเหล่านั้นถูกนำไปกำจัดหรือขนไปยังพื้นที่ใด
ประเด็นสำคัญที่เจ้าของโพสต์ตั้งคำถาม คือเหตุใดโรงงานที่เคยถูกร้องเรียนและถูกตรวจสอบเรื่องการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงยังสามารถดำเนินกิจการต่อมาได้
พร้อมตั้งคำถามตรงไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า **“ใครดูแล ใครคุ้มครอง”** และเสนอให้ตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลสัญชาติไทยรายใดเข้าไปช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มทุนจีนที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่
ข้อเสนออีกประการหนึ่งคือ ภาครัฐควรจัดทำ **Black List โรงงานที่มีประวัติกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงหรือกระทำผิดซ้ำ** โดยโรงงานที่อยู่ในบัญชีดังกล่าวไม่ควรได้รับอนุญาตให้ขยายกิจการ หรือได้รับใบอนุญาตใหม่โดยง่าย
รวมถึงควรตรวจสอบประวัติกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับโรงงานซึ่งถูกดำเนินคดี เพื่อป้องกันการเปลี่ยนชื่อบริษัทหรือจัดตั้งนิติบุคคลใหม่แล้วกลับมาประกอบกิจการในลักษณะเดิม
ปัญหาโรงงานทุนจีนและโรงงานรีไซเคิลในจังหวัดฉะเชิงเทราไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งถูกพูดถึง เพราะที่ผ่านมาเคยมีประชาชนในหลายพื้นที่ร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็น ควัน และผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่บางกรณีหน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบและพบการปล่อยมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน จนนำไปสู่คำสั่งให้หยุดหรือปรับปรุงกระบวนการผลิต
ล่าสุดในปี 2569 ยังมีการร้องเรียนกรณีโรงงานรีไซเคิลขยะทุนจีนในพื้นที่ฉะเชิงเทรา โดยประชาชนระบุว่าได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นจากกระบวนการผลิต สะท้อนว่าปัญหาลักษณะนี้ยังไม่ได้หมดไปจากพื้นที่
ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเองก็เคยประกาศแนวทางปราบปรามโรงงานและเครือข่ายทุนจีนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย โดยระบุถึงเครื่องมือทางกฎหมายตั้งแต่การดำเนินคดีอาญา การออกคำสั่งทางปกครอง ไปจนถึงการสั่งปิดโรงงานและเพิกถอนใบอนุญาตในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
คำถามที่ชาวบ้านกำลังตั้งขึ้นจึงไม่ใช่เพียงว่า **โรงงานเคยทำผิดหรือไม่**
แต่คือ หลังจากตรวจพบความผิดแล้ว **รัฐดำเนินการต่ออย่างไร**
หากสั่งแก้ไข โรงงานแก้ไขจริงหรือไม่
หากมีการฝ่าฝืนซ้ำ มีการลงโทษเพิ่มขึ้นหรือไม่
และหากกิจการมีความเสี่ยงกระทบต่อสุขภาพประชาชน เหตุใดจึงยังสามารถเดินเครื่องผลิตหรือขนย้ายสินค้าและวัสดุออกจากโรงงานได้อย่างต่อเนื่อง
อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ชัด คือสิ่งของหรือกากวัสดุที่ถูกขนออกจากโรงงานแต่ละวันถูกส่งไปที่ไหน มีเอกสารกำกับการขนส่งถูกต้องหรือไม่ และปลายทางเป็นสถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้รับหรือกำจัดของเสียประเภทดังกล่าวหรือไม่
เพราะปัญหากากอุตสาหกรรมไม่ได้จบลงที่หน้าประตูโรงงาน
หากมีการขนของเสียไปทิ้งผิดสถานที่ ผลกระทบอาจลามไปถึงดิน แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และชุมชนในจังหวัดอื่นได้
ที่ผ่านมา ยังมีผลการศึกษาพบสารมลพิษตกค้างในพื้นที่รอบโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สะท้อนว่าผลกระทบจากการจัดการของเสียอุตสาหกรรมอาจไม่ได้หายไปทันทีแม้กิจกรรมในโรงงานจะหยุดลงแล้วก็ตาม
ข้อเสนอเรื่องการขึ้น Black List โรงงานหรือผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายซ้ำ ๆ จึงเป็นอีกประเด็นที่น่าพิจารณา เพราะหากผู้ประกอบการรายหนึ่งถูกดำเนินคดี แต่สามารถย้ายกิจการ เปลี่ยนชื่อบริษัท หรือใช้บุคคลอื่นมายื่นขออนุญาตใหม่ได้ ระบบการบังคับใช้กฎหมายก็อาจไม่สามารถตัดวงจรปัญหาได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องมี “คนไทยช่วยจีนเทา” หรือมีบุคคลใดคอยคุ้มครองโรงงาน ยังเป็นข้อสงสัยและข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบจากผู้โพสต์ **ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดกระทำผิดจริง**
สิ่งที่หน่วยงานรัฐควรทำให้ชัดเจนจึงมีทั้งสถานะใบอนุญาตของโรงงาน ผลการตรวจสอบย้อนหลัง คำสั่งที่เคยออก การแก้ไขตามคำสั่ง ตลอดจนข้อมูลการขนย้ายวัตถุดิบและของเสียออกจากพื้นที่
เพราะสำหรับชาวบ้านที่ต้องอยู่กับกลิ่นและความกังวลเรื่องสารเคมีมานานตั้งแต่ปี 2567 หากผ่านมาถึงปี 2569 แล้วกิจการยังคงเดินหน้าคึกคัก คำชี้แจงเพียงว่า “เคยตรวจสอบแล้ว” อาจไม่เพียงพอ
สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือ **ผลของการบังคับใช้กฎหมาย**
หากโรงงานทำถูกต้อง ต้องเปิดข้อมูลให้สังคมเข้าใจ
แต่หากตรวจพบว่าฝ่าฝืนกฎหมายซ้ำ ก็ต้องมีมาตรการที่ทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่า การสร้างผลกระทบต่อชุมชนมีราคาที่ต้องจ่าย และไม่สามารถกลับมาทำเหมือนเดิมได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด
นี่จึงเป็นอีกกรณีที่ต้องจับตาว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาชี้แจงหรือเข้าตรวจสอบโรงงานแห่งนี้อีกครั้งหรือไม่ หลังเสียงร้องของชาวบ้านยังคงดังต่อเนื่องจากปี 2567 มาจนถึงวันนี้
#NEWS1 รายงาน
#ที่มา : เพจ Chamnan Sirirak