กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อคำชี้แจงของรัฐบาลเรื่องความร่วมมือด้านโดรนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ดูเหมือนจะมีรายละเอียดมากกว่าคำว่า “ไม่มีเรื่อง” หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวสหรัฐฯ เตรียมตั้งฐานหรือโรงงานผลิตโดรนในประเทศไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงกลาโหมยอมรับเองว่า ปลัดกระทรวงกลาโหมเพิ่งเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อศึกษาเทคโนโลยี UAV และกำลังพิจารณาทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมผลิต การร่วมลงทุน และการสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในไทย
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทินให้สัมภาษณ์ระหว่างปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง โดยถูกถามถึงกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนในประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีตอบว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว พร้อมระบุในลักษณะว่า “ไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น” และตั้งคำถามกลับว่าข่าวนี้มาจากไหน
นายอนุทินยังยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ใช้ความร่วมมือทางทหารเป็นเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐฯ ในการเจรจาภาษี โดยการเข้าพบของเอลบริดจ์ โคลบี ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบาย เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เป็นการหารือเรื่องความมั่นคงและการทหาร ไม่ได้เชื่อมโยงกับการค้าหรือภาษี
แต่เมื่อย้อนกลับไปดูคำชี้แจงของกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม กลับพบว่า เรื่อง “โดรนสหรัฐฯ-ไทย” ไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีต้นทางเสียทีเดียว
พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางเยือนสหรัฐฯ และหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าไปศึกษาระบบอากาศยานไร้คนขับ รวมถึงเทคโนโลยีระบบไร้คนขับต้นทุนต่ำ เช่น LUCAS เพื่อดูว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาและรองรับเทคโนโลยีลักษณะนี้ได้หรือไม่
กระทรวงกลาโหมยืนยันว่า ขณะนี้ **ยังไม่มีข้อตกลงหรือข้อผูกมัดให้สหรัฐฯ ตั้งโรงงานผลิตโดรนในประเทศไทย** และยังไม่มีการอนุมัติว่าจะต้องผลิตระบบใดระบบหนึ่งโดยเฉพาะ
แต่ประโยคถัดมานี่เองที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ
เพราะกระทรวงกลาโหมระบุว่า การดำเนินการยังอยู่ในขั้น **ศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ ประเมินความคุ้มค่า และกำหนดกรอบการถ่ายทอดเทคโนโลยี** เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ กลาโหมยังระบุถึงรูปแบบความร่วมมือที่ไทยกำลังให้ความสนใจอย่างชัดเจน ตั้งแต่ **Technology Transfer หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี, Co-production หรือการร่วมผลิต, การร่วมลงทุน รวมไปถึง Defense Industrial Base หรือฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ**
ตรงนี้จึงเป็นจุดที่ทำให้คำว่า “ไม่มีเรื่อง” ของนายกรัฐมนตรี ถูกนำมาตั้งคำถาม
เพราะหากไม่มีเรื่องนี้อยู่เลย เหตุใดระดับปลัดกระทรวงกลาโหมจึงต้องเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อดูเทคโนโลยี UAV และเหตุใดกระทรวงกลาโหมจึงต้องพูดถึงการประเมินความเป็นไปได้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมผลิต การร่วมลงทุน และการสร้างฐานการผลิตในประเทศ
แน่นอนว่า ต้องแยกให้ชัดว่า **“มีการศึกษาและวางกรอบความร่วมมือ” ไม่ได้เท่ากับ “เซ็นสัญญาสร้างโรงงานแล้ว”**
กลาโหมยืนยันอย่างชัดเจนว่า ยังไม่มีข้อตกลงผูกมัดและยังไม่มีการอนุมัติตั้งโรงงานของสหรัฐฯ ในไทย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่กลาโหมเปิดเผยเองก็สะท้อนว่า เรื่องนี้เดินไปไกลกว่าการพูดคุยทั่ว ๆ ไป เพราะมีการหารือถึงรูปแบบความร่วมมือเชิงอุตสาหกรรม และกำลังศึกษาว่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมผลิตในไทยอย่างไร
หากใช้ภาษาของการเจรจาระหว่างประเทศ นี่จึงอาจอยู่ในลักษณะของการมี **กรอบหรือโรดแมพในการศึกษาและพัฒนาความร่วมมือ** เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นมีสัญญาหรือข้อตกลงผูกพันทางกฎหมาย
ดังนั้น ประเด็นที่ควรถามนายกรัฐมนตรีอาจไม่ใช่เพียงว่า **“เซ็นตั้งโรงงานแล้วหรือยัง”**
แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
รัฐบาลรับทราบหรือไม่ว่า กระทรวงกลาโหมกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิต UAV ร่วมกับสหรัฐฯ ในประเทศไทย
มีการวางกรอบเรื่อง Technology Transfer และ Co-production ไปถึงขั้นไหนแล้ว
มีบริษัทหรือผู้ผลิตรายใดอยู่ในวงหารือหรือไม่
ประเทศไทยต้องลงทุนเท่าไร
สหรัฐฯ จะถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับใด
และหากเกิดการผลิตจริง โรงงานจะเป็นของไทย ของสหรัฐฯ หรือเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน
อีกประเด็นสำคัญคือ เทคโนโลยี UAV กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของสงครามยุคใหม่ โดยเฉพาะหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า โดรนราคาถูกสามารถเปลี่ยนสมดุลของสนามรบได้อย่างมาก
กระทรวงกลาโหมเองก็ยอมรับว่า ไทยมีนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและให้ความสำคัญกับระบบไร้คนขับ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ได้มากขึ้นในระยะยาว
ดังนั้น หากไทยสามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลิต UAV ภายในประเทศได้จริง ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ทั้งในแง่ความมั่นคง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
แต่เรื่องใหญ่เช่นนี้ก็ต้องถูกอธิบายต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา
เพราะคำว่า **“ยังไม่มีข้อตกลงตั้งโรงงาน”** เป็นเรื่องหนึ่ง
ขณะที่คำว่า **“กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมผลิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี”** เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
และสองประโยคนี้สามารถเป็นจริงพร้อมกันได้
นี่จึงอาจเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดความสับสนในวันนี้
ฝ่ายหนึ่งพูดว่า **“ยังไม่มีโรงงาน”**
แต่อีกฝ่ายพูดว่า **“กำลังศึกษา ร่วมผลิต ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาฐานอุตสาหกรรมในไทย”**
ความจริงจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “มี” หรือ “ไม่มี” แบบขาวกับดำ
แต่อยู่ที่ว่า **โครงการอยู่ในขั้นไหนแล้ว**
หากยังเป็นเพียงการศึกษา รัฐบาลก็ควรเปิดเผยว่า ศึกษาอะไรกับใคร และเป้าหมายปลายทางคืออะไร
แต่หากมีการตกลงในหลักการหรือมีโรดแมพเพื่อเดินไปสู่การผลิต UAV ในประเทศแล้ว ก็ควรอธิบายให้ชัดว่า สิ่งใดตกลงแล้ว และสิ่งใดยังไม่ได้ตกลง
เพราะเมื่อระดับปลัดกลาโหมเดินทางไปศึกษาถึงสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมพูดถึง Technology Transfer, Co-production, การร่วมลงทุน และฐานการผลิตในประเทศอย่างเป็นทางการ
คำถามของสังคมจึงยังคงอยู่ตรงหน้า
“ถ้าไม่มีเรื่อง แล้วสิ่งที่กลาโหมกำลังศึกษาและเจรจาอยู่นี้เรียกว่าอะไร?”
#NEWS1 รายงาน