MGR Online - “โฆษกดีเอสไอ” เผย ขั้นตอนคดี Forex-3D หลังศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้อง “พิ้งกี้-แม่-พี่ชาย” ด้าน กรมคุ้มครองสิทธิฯ ชี้เกณฑ์เยียวยาคดีต้องถึงที่สุด
วันนี้ (14 ส.ค.) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยกรณีศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้อง น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือ “พิ้งกี้” , นางสรินยา ไชยเดช มารดา และนายกิตติเชษฐ์ หรือ สรายุทธ ไชยเดช พี่ชาย ในคดีฉ้อโกงแชร์ Forex-3D ส่วนนายอภิรักษ์ โกฏธิ กับพวกรวม 5 ราย ศาลสั่งจำคุกคนละ 49,110 ปี พร้อมสั่งปรับ 2 บริษัท รายละ 4,911 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ว่า หลังจากนี้ พนักงานอัยการในฐานะโจทก์ต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ ซึ่งถ้าหากอัยการจะไม่อุทธรณ์คดี ก็ต้องส่งรายงานหนังสือมาสอบถามอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 34 จึงจะเป็นขั้นตอนของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าจะเห็นแย้งกับพนักงานอัยการที่ไม่อุทธรณ์คดีหรือไม่ ทั้งนี้ หากอัยการในฐานะโจทก์ไม่อุทธรณ์คดี แต่อธิบดีดีเอสไอเห็นแย้งว่าต้องอุทธรณ์คดี ปลายทางสุดท้ายก็ต้องส่งไปสอบถามยังอัยการสูงสุดให้เป็นผู้มีคำสั่งชี้ขาดต่อไป
ด้าน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และในฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยการช่วยเหลือจำเลยหรือแพะในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ว่า สำหรับกรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีการพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 ราย (พิ้งกี้ มารดา และพี่ชาย) โดยเป็นกรณียกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ในทางกฎหมายก็ยังไม่ถือเป็นการตัดสิทธิ หรือขาดซึ่งคุณสมบัติในฐานะจำเลยในคดีอาญา ที่สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาได้ แต่ตามหลักการแล้ว การพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาในกฎหมายดังกล่าว จะต้องยึดจากคำว่า “คดีถึงที่สุด” จึงหมายความว่าในคดีดังกล่าวนี้ ก็จะต้องรอดูว่าพนักงานอัยการในฐานะโจทก์ จะมีการอุทธรณ์คดีหรือไม่ หากท้ายสุดแล้ว คดีไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ ทางจำเลยก็สามารถไปคัดเอาเอกสารรับรองคดีถึงที่สุดแล้ว พร้อมคำพิพากษาศาลที่ยกฟ้อง มายื่นประกอบการขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาได้
รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เผยอีกว่า ปกติแล้วหากจำเลยมีการยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาช่วยเหลือตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะเป็นกรณียกฟ้อง หรือยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยก็ตาม คณะกรรมการฯ ก็จะมีการประชุมเพื่อดูรายละเอียดทางคดีประกอบด้วย คำพิพากษาของศาล ว่ามีการบรรยายอย่างไรหรือไม่ว่าจำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดจริง พฤติการณ์คดีเป็นอย่างไร จึงต้องย้ำว่า กรณีศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ก็ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิคุณสมบัติที่บุคคลจะขอยื่นรับเงินช่วยเหลือเยียวยาตามกฏหมายฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ก็ได้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาแพะและจำเลยในคดีอาญา ทั้งกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง และกรณีที่ศาลพิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยมาแล้ว เพียงแต่ว่าใจความสำคัญ คือ ข้อเท็จจริงในคดี และคำบรรยายที่ศาลได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลนั้น ๆ มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดจริงหรือไม่ และสมควรได้รับการเยียวยาหรือไม่
“หากว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดในคดีเลย ก็มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาในฐานะจำเลยหรือแพะในคดีอาญา ทั้งนี้ จำเลยที่มีสิทธิจะได้รับค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายตามกฏหมายฉบับนี้ ต้อง 1.เป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ 2.ถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี 3.ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดีหรือปรากฎตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด”