กลายเป็นอีกปมที่ทำเอาคนติดตามคดีที่ดิน วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ต้องย้อนถามกันอีกครั้งว่า ตกลงแล้ว “ป้าดา” คือใคร และมีสถานะเกี่ยวข้องกับมรดกที่ดินกว่า 21 ไร่ของ “นายเฮียง” เจ้าของที่ดินเดิมอย่างไรกันแน่ หลัง ทนายไพศาล เรืองฤทธิ์ ออกมาอธิบายข้อกฎหมาย พร้อมย้ำว่า คำว่า “เป็นญาติ” ไม่ได้แปลว่าเป็น “ทายาท” โดยอัตโนมัติ
ประเด็นนี้เกิดขึ้นหลัง “ป้าดา” หรือ ชมมณี น้อยจันทร์ เข้ามามีบทบาทสำคัญในข้อพิพาทระหว่างกลุ่มที่อ้างสิทธิในที่ดินกับวัดป่าอดุลยาราม โดยมีการระบุถึงความสัมพันธ์กับครอบครัวนายเฮียง พิมพ์ศรี เจ้าของที่ดินเดิม จนประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่า ป้าดาเป็น “หลานของนายเฮียง” และเป็นหนึ่งในทายาทที่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว
แต่ทนายไพศาลชี้ว่า ต้องดูให้ละเอียดกว่านั้น
เพราะจากข้อมูลความสัมพันธ์ที่ถูกเปิดเผย ป้าดาเป็นหลานทางฝั่งภรรยาของนายเฮียง ไม่ใช่หลานทางสายเลือดของนายเฮียงโดยตรง
จึงไม่สามารถใช้เพียงคำว่า “หลาน” แล้วสรุปต่อทันทีว่าเป็นทายาทโดยธรรมของนายเฮียง หรือมีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์มรดกของนายเฮียงได้
ทนายไพศาลอธิบายแบบเห็นภาพว่า
“เครือญาติไม่ใช่ Wi-Fi จะได้ต่อกันติดทั้งบ้าน”
หมายความว่า การเป็นญาติของสามีหรือภรรยาคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ทำให้บุคคลทุกคนในสายตระกูลอีกฝ่ายกลายเป็นทายาทของคู่สมรสอีกคนโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายมรดกจะพิจารณาตามลำดับทายาท สายเลือด คู่สมรส พินัยกรรม รวมถึงการรับมรดกแทนที่ในแต่ละกรณี
ดังนั้น หากนายเฮียงเป็นเจ้ามรดก สิ่งแรกที่ต้องตรวจสอบคือ นายเฮียงมีทายาทโดยธรรมคนใดบ้าง มีคู่สมรส มีบุตร มีหลานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ หรือมีพินัยกรรมกำหนดให้ทรัพย์ตกแก่ผู้ใดหรือไม่
ไม่ใช่เพียงตรวจว่าใครมีความเกี่ยวดองกับคนในครอบครัวแล้วถือว่ามีสิทธิในมรดกทั้งหมด
อีกประเด็นที่ทนายไพศาลเน้นคือ การได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ก็ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นกลายเป็นเจ้าของมรดก
หน้าที่ของผู้จัดการมรดกคือบริหาร จัดการ และแบ่งทรัพย์ตามสิทธิของทายาทหรือตามพินัยกรรม ไม่ใช่การได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ทั้งหมดมาเป็นของตนเองโดยอัตโนมัติ
ตรงนี้จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยารามไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใครเป็นญาติใคร”
แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า ที่ดินประมาณ 21 ไร่ 3 งาน เดิมมีสถานะอย่างไร นายเฮียงมีเจตนายกหรืออุทิศพื้นที่ให้วัดหรือไม่ การให้ดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ และเมื่อเจ้าของเดิมเสียชีวิต ใครกันแน่ที่มีสถานะเป็นทายาทตามกฎหมาย
ฝ่ายวัดยืนยันว่า มีหลักฐานเกี่ยวกับการอุทิศที่ดินและการจัดตั้งวัด ขณะที่ฝ่ายที่อ้างสิทธิในฐานะทายาทก็ต้องพิสูจน์สิทธิของตนผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ทำให้ข้อพิพาทนี้ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี
ส่วนป้าดาเองให้สัมภาษณ์ต่อสื่อในฐานะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายทายาท และยืนยันว่าครอบครัวได้ดูแลเรื่องทรัพย์สินและความสัมพันธ์ในตระกูลมาเป็นเวลานาน แต่ข้อเท็จจริงเรื่องความผูกพันทางครอบครัวกับ **สิทธิรับมรดกตามกฎหมาย** เป็นคนละประเด็นกัน และต้องแยกออกจากกันให้ชัด
ดังนั้น ประเด็นที่ทนายไพศาลกำลังตั้งคำถาม ไม่ได้หมายความว่า เพียงเพราะป้าดาเป็นหลานฝั่งภรรยาแล้วจะไม่มีสิทธิใด ๆ ในทุกกรณีเสียทีเดียว
เพราะหากมีการรับมรดกผ่านบุคคลในสายของภรรยา มีพินัยกรรม มีการโอนทรัพย์ หรือมีฐานสิทธิทางกฎหมายอื่น ก็ต้องพิจารณาจากเอกสารและลำดับเหตุการณ์เป็นรายกรณี
แต่สิ่งที่ทนายไพศาลยืนยันคือ การเป็นหลานของภรรยานายเฮียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้กลายเป็นทายาทโดยธรรมของนายเฮียง
และการเป็นผู้จัดการมรดก ก็ไม่ใช่ใบรับรองว่าเป็นเจ้าของทรัพย์มรดกนั้น
นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มย้อนกลับมาถามว่า
ตกลง “ป้าดา” มีสิทธิในที่ดินแห่งนี้จากฐานกฎหมายข้อใดกันแน่
เป็นทายาทโดยธรรม?
รับสิทธิต่อมาจากทายาทคนอื่น?
เป็นผู้จัดการมรดก?
หรือมีเอกสารสิทธิหรือนิติกรรมอื่นที่ทำให้เกิดสิทธิในที่ดิน?
เพราะแต่ละกรณีให้ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน
และยิ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับที่ดินขนาดกว่า 21 ไร่ในทำเลเมืองขอนแก่น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงมาก การจะบอกว่าใครเป็นเจ้าของหรือใครมีสิทธิ ย่อมไม่สามารถตัดสินจากเพียงคำว่า “ญาติ” หรือ “หลาน” ได้
งานนี้ทนายไพศาลจึงสรุปแบบเข้าใจง่ายว่า
เป็นญาติ ไม่ได้แปลว่าเป็นทายาท
เป็นผู้จัดการมรดก ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของมรดก
ส่วนท้ายที่สุดแล้ว ที่ดินวัดป่าอดุลยารามจะเป็นของใคร ใครมีสิทธิในฐานะใด และการอุทิศที่ดินให้วัดในอดีตมีผลทางกฎหมายเพียงใด ยังต้องว่ากันด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
แต่ที่แน่ ๆ หลังทนายไพศาลออกมาเปิดประเด็นนี้ คำถามว่า “ป้าดาคือใครกันแน่ในสายมรดกนายเฮียง” คงกลายเป็นอีกปมใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องตอบให้ชัด
ที่มา : เพจ ทนายไพศาลช่วยด้วย
#NEWS1 รายงาน