โครงการบัตรทอง หรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นหลักประกันด้านการรักษาพยาบาลของคนไทยหลายสิบล้านคน กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังสถานการณ์การเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งส่งสัญญาณน่าเป็นห่วง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเริ่มไล่ตรวจสอบเส้นทางเงินกองทุนบัตรทองว่า งบประมาณจำนวนมหาศาลถูกจัดสรรไปที่ใด และเหตุใดหน่วยบริการจำนวนไม่น้อยจึงยังประสบปัญหาสภาพคล่อง
คำถามสำคัญของประชาชนจึงไม่ใช่เพียงว่า “เงินหายไปไหน” แต่คือ ระบบบัตรทอง 30 บาทกำลังเดินเข้าสู่จุดเสี่ยงหรือไม่ และในอนาคตประชาชนจะยังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้อย่างมั่นคงเหมือนเดิมหรือไม่
สัญญาณหนึ่งที่น่าจับตา คือสถานะเงินบำรุงของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า เงินบำรุงคงเหลือสุทธิของโรงพยาบาลเหลือประมาณ 18,978 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนประมาณ 3,725 ล้านบาท และมีโรงพยาบาลจำนวนมากเผชิญสถานะทางการเงินที่ต้องเฝ้าระวัง
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีงบประมาณสำหรับบัตรทอง เพราะในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ระบุว่าได้โอนเงินให้โรงพยาบาลและหน่วยบริการในระบบแล้วกว่า 161,000 ล้านบาท หรือ 83.48% ของงบที่เกี่ยวข้อง โดยมีทั้งค่าบริการทางการแพทย์ ค่าป้องกันโรค และบริการสำหรับผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม
แต่สิ่งที่กำลังกลายเป็นคำถามใหญ่ คือ เงินถูกกระจายอย่างไร และเงินที่ลงไปถึงโรงพยาบาลซึ่งรับภาระรักษาผู้ป่วยเพียงพอกับต้นทุนจริงหรือไม่
ก่อนหน้านี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดข้อมูลเกี่ยวกับงบบัตรทองปี 2568 โดยระบุว่า จากฐานข้อมูล Financial Data Hub ของกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมีรายได้จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประมาณ 107,731 ล้านบาท หรือราว 64% ของงบที่นำมาเปรียบเทียบ จนนำไปสู่คำถามว่า เงินส่วนต่างประมาณ 60,000 ล้านบาทถูกจัดสรรไปที่ใด และแต่ละรายการมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด
ต่อมามีคำชี้แจงว่า เงิน 60,000 ล้านบาทดังกล่าว ไม่ได้หายไป แต่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของระบบ ทั้งการจัดซื้อยา โรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คลินิก และหน่วยบริการเอกชน ขณะที่รัฐมนตรีสาธารณสุขสั่งให้ สปสช.แจกแจงรายละเอียดเพื่อพิจารณาว่าเงินภาษีประชาชนถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าหรือไม่
ข้อมูลล่าสุดยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าจับตา เมื่อการตรวจรายละเอียดพบว่า กลุ่ม โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชุมชนอบอุ่นได้รับการจัดสรรประมาณ 17,558 ล้านบาท ขณะที่กลุ่ม หน่วยบริการนวัตกรรมและการแพทย์ทางไกลประมาณ 7,400 ล้านบาท จนรัฐมนตรีสั่งให้แยกบัญชีและรายละเอียดของผู้รับเงินให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม กระทรวงย้ำว่าการตรวจสอบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ามีการทุจริต แต่ต้องการตรวจดูความเหมาะสมและนำเงินกลับไปใช้ในส่วนที่จำเป็นมากที่สุด
ที่สำคัญ ปัญหาสภาพคล่องไม่ได้เกิดเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น
ก่อนหน้านี้มี คลินิกชุมชนอบอุ่น 24 แห่ง และหน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลเอกชน รวม 25 แห่งในกรุงเทพฯ ขอถอนตัวจากระบบบัตรทองในปีงบประมาณ 2569 จน สปสช.ต้องจัดระบบรองรับเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนหน่วยบริการ
ภาพที่เกิดขึ้นจึงน่าคิด เพราะด้านหนึ่งโรงพยาบาลรัฐกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง แต่อีกด้านคลินิกและหน่วยบริการเอกชนบางส่วนก็ถอนตัว ขณะที่งบประมาณของระบบบัตรทองยังมีมูลค่ามหาศาล
แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน?
ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขกำลังเสนอการปฏิรูประบบ ทั้งการทำให้อัตราค่ารักษาสะท้อนต้นทุนจริง การแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว รวมถึงการทบทวนสิทธิประโยชน์และรายจ่ายที่ไม่มีงบรองรับเพียงพอ โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ไม่มีนโยบายล้มบัตรทอง แต่ยอมรับว่าระบบจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปเพื่อไม่ให้เกิดความล้มเหลวจากปัญหางบประมาณ
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณา “ลีน” หรือปรับลดรายจ่ายในส่วนที่มีความจำเป็นน้อยลง โดยมีเป้าหมายหาเงินกลับมาประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงพิจารณาว่ากองทุนย่อยบางกองทุนที่ตั้งขึ้นในอดีตยังจำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบเดิมหรือไม่
ดังนั้น หากถามว่า “บัตรทองกำลังจะล่มหรือไม่?”
วันนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าโครงการบัตรทองกำลังจะล่ม และกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยืนยันว่าจะไม่ล้มโครงการ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สัญญาณเตือนกำลังปรากฏหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเงินบำรุงโรงพยาบาลที่ลดลง ปัญหาสภาพคล่อง อัตราจ่ายที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่สัมพันธ์กับต้นทุนจริง หน่วยบริการเอกชนบางส่วนถอนตัว และล่าสุดถึงขั้นต้องกลับมารื้อเส้นทางการใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทใหม่
โจทย์ใหญ่จึงอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยมีเงินทำบัตรทองหรือไม่
แต่คือ เงินที่มีอยู่ถูกจัดสรรตรงกับภาระการรักษาประชาชนหรือไม่ ระบบจ่ายเงินมีประสิทธิภาพเพียงใด และจะต้องปฏิรูปอย่างไร ก่อนที่ปัญหาสภาพคล่องของหน่วยบริการจะย้อนกลับมากระทบประชาชน
เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้งบประมาณบนกระดาษมีอยู่เป็นแสนล้านบาท แต่หากโรงพยาบาลที่ประชาชนเดินเข้าไปรักษาจริงไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับยา บุคลากร และต้นทุนการรักษา ปัญหาทางบัญชีก็อาจกลายเป็นปัญหาการเข้าถึงบริการของประชาชนได้
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับชีพจร “บัตรทอง 30 บาท” อย่างใกล้ชิด ว่าการรื้อและปฏิรูประบบครั้งนี้จะช่วยต่ออายุหลักประกันสุขภาพของคนไทยให้แข็งแรงขึ้น หรือวิกฤตการเงินที่สะสมมาจะกลายเป็นแรงกดดันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโครงการ
#NEWS1 รายงาน