ณ วันนี้ “คดี ฮั้ว สว.” มาถึงจุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
เพราะมีประเด็นสำคัญ ได้มีกำหนดการลงมติชี้ขาด หากการพิจารณารายละเอียดสำนวนแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ซึ่ง กกต.ชุดใหญ่จะนัดประชุมนัดสำคัญเพื่อ "ลงมติชี้ขาดในครั้งเดียว" ออกเป็นคำวินิจฉัยรวมในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ว่าจะมีมติสั่งฟ้องเพื่อ ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา หรือ สั่งยกคำร้อง
คดีนี้ถูกยื้อยุดฉุดดึงจากฝ่ายผู้มีอำนาจการเมืองที่ไม่ต้องบอกก็คงรู้กันว่าเป็นใคร?
จุดเริ่มต้นคดีนี้เป็นมาอย่างไร มีที่มาจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดปี 2567 ซึ่งใช้ระบบ "เลือกกันเองและเลือกไขว้" 20 กลุ่มอาชีพ เพื่อหา สว. 200 คน
แต่ปรากฏว่า หลังการประกาศผลระดับประเทศ พบข้อผิดสังเกตหลายอย่าง เช่น
- ผู้สมัครหลายคนได้ 0 คะแนน ทั้งที่มีสิทธิเลือกตนเอง
- สัดส่วน สว. ที่ได้รับเลือกกระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายกลุ่มการเมืองอย่างเด่นชัด
- มีการขนโพยและกระบวนการจัดตั้ง มีขบวนการนัดประชุม, จองโรงแรม-ที่พัก, ยึดโทรศัพท์
- รวมไปถึงแจก "โพยใบสั่ง" เพื่อให้กาหมายเลขผู้สมัครตามกำหนดล่วงหน้า
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพฤติการณ์ที่เรียกได้ว่า "ฮั้ว" กันอย่างชัดเจน
มิหนำซ้ำ หลักฐานสำคัญ คือ เส้นทางการเงินก็มีการออกมาแฉโดยอดีตผู้สมัคร สว.หลายคน ว่า มีการโอนเงินเชื่อมโยงระหว่างทีมงานนักการเมืองไปยังผู้สมัคร สว. ในช่วงก่อนวันเลือกตั้งอีกด้วย
ยิ่งล่าสุด อดีต รมว.ยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาเปิดโปงว่า พบหลักฐาน "ฮั้ว สว." ผ่านกระบวนการบล็อกโหวต (Block Vote) ยิ่งน่าสนใจมาก
พ.ต.อ.ทวี ซึ่งเคยเป็นตำรวจเก่าใช้วิชาความรู้ในการสืบสวนสอบสวนมาเจาะเรื่องนีั จากการตรวจสอบของเขาพบว่า "รูปแบบการลงคะแนน" (Pattern) ในบัตรเลือกตั้ง สว. ทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ มีข้อเท็จจริงสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการฮั้วเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ ดังนี้
พฤติการณ์การกาบัตรแบบ Block Vote รูปแบบเดียวกันเป๊ะ
กล่าวคือในการเลือกรอบเช้า พบบัตรลงคะแนนจำนวนมาก อย่างน้อย 332 ใบ หรือ 11–20 ใบต่อกลุ่มอาชีพที่เขียนหมายเลขผู้สมัครครบทั้ง 10 ช่อง ตรงกันและเรียงลำดับเหมือนกันทุกตำแหน่งหรือ
สลับตำแหน่งเล็กน้อย บางบัตรมีหมายเลขต่างไปเพียง 1–2 ช่อง โดยคาดว่า 1 ช่องนั้นคือการเลือกตัวเอง ซึ่งยืนยันว่าเป็นการลงคะแนนแบบย่อยชุดเดียวกัน กลุ่มละ 10 คน ครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ
ผู้สมัครในชุด Block Vote เกือบทั้งหมดผ่านเข้ารอบบ่าย และเมื่อเช็กกับประกาศผลของ กกต. พบว่ามีผู้สมัครจากโพย Block Vote นี้ ได้รับเลือกเป็น สว. ถึง 149 คน คิดเป็น 74.5% ของ สว. ทั้งหมด 200 คน
ต่อมามีการตัดสิทธิ์ สว. 1 คน จึงเหลือ 148 คน
บางกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่ม 9, 10, 12 ผู้สมัครในชุด Block Vote ได้รับเลือกยกทีมครบทั้ง 10 คน
ในขณะเดียวกัน พบผู้สมัครจำนวนมากได้ 0 คะแนน ทั้งที่มีสิทธิลงคะแนนให้ตัวเอง
เพราะฉะนั้น หลักฐานนี้ชี้ว่า 'ฮั้ว สว.' ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาถึง 149 คน มิใช่ 138 คนดังที่สังคมเข้าใจ
ดังนั้น “การเปิดหีบตรวจบัตรและคะแนน” จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด เมื่อผลการเปิดหีบตรวจพิสูจน์สามารถชี้มูลความผิดได้อย่างชัดแจ้งผ่านพยานหลักฐานและกระบวนการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ คณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบ คัดแยก และตัดคะแนนที่มิชอบเหล่านี้ออก เพื่อสถาปนาความชอบธรรมให้แก่สภาสูงด้วยหลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนหยัดอยู่บนหลักนิติรัฐและนิติธรรม
คดีนีัยื้ดเยื้อมากว่าสองปี ที่ผ่านมามีการทำงานของ 2 หน่วยงานหลัก คือ หนึ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ดำเนินคดีคู่ขนานในฐานความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินและการชุมนุมอั้งยี่/อั้งยี่ซ่องโจร
และ สอง สำนักงาน กกต. ที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
เพราะคดีนี้มีความสำคัญและนัยยะทางการเมืองสูง จึงมีปมมติความเห็นที่ขัดแย้งกัน กล่าวคือ คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 หรือ คณะกลั่นกรอง ลงมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา "ไม่มีมูลความผิด" โดยมองว่าการถือโพยเข้าคูหาไม่ขัดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมและฝ่ายค้านอย่างหนัก
ทว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26 ชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วม กกต. และ DSI) กลับเห็นแย้ง โดยสรุปสำนวนเห็นควร "ดำเนินคดี" กับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย แบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และแกนนำ/กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. รวมถึงเครือข่ายอีก 91 ราย
แต่มติของคณะอนุกรรมการเป็นเพียงความเห็นประกอบ อำนาจชี้ขาดเด็ดขาดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ 7 คน
หาก กกต. ชุดใหญ่มีมติเห็นว่า "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต" กกต.จะต้องยื่นคำร้องส่งเรื่องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
หาก กกต. มีมติสั่งไม่ฟ้อง คดีในส่วนของ กกต. จะตกไปและไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาล โดยสังคมและสื่อมวลชนกำลังจับตาการประชุมลงมติชี้ขาดของ กกต. ชุดใหญ่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ดังที่กล่าวเบื้องต้น
ทีนี้ก็เป็นประเด็นขึ้นมาว่า คณะกรรมการ กกต.จะเอายังไง?
วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี โพสต์ประเด็นมาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” : จุดชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. และศรัทธาต่อ กกต. โดยมีข้อเรียกร้องทางกฎหมายต่อ กกต. ว่า
การวินิจฉัยความผิดหรือไม่ มิใช่อำนาจของ กกต. ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า “…เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา…”
สาระสำคัญอยู่ที่ถ้อยคำว่า “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา” มิใช่ “อาจยื่นคำร้อง” กฎหมายจึงกำหนดให้เป็น หน้าที่ มิใช่ดุลพินิจว่าจะส่งหรือไม่ส่ง
ต่อมา รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่า ศาลฎีกาเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง โดยให้ศาลใช้สำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณา และหากเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมได้เอง
ซึ่งบทบัญญัตินี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญได้แบ่งบทบาทของทั้งสององค์กรไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ
กกต.มีหน้าที่สืบสวนหรือไต่สวน รวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐาน
เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามมาตรา 62 กฎหมายบัญญัติว่า “ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา”
ส่วนศาลฎีกาเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจไต่สวนข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักหลักฐาน และวินิจฉัยว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำผิดหรือไม่ รวมทั้งมีอำนาจเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตามที่กฎหมายบัญญัติ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐธรรมนูญมิได้มอบอำนาจให้ กกต.เป็นผู้วินิจฉัยคดีเลือกตั้ง แต่กำหนดให้ กกต.เป็นผู้สืบสวนหรือไต่สวน และเมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ไต่สวนข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักหลักฐาน และวินิจฉัยคดีโดยอิสระตามกฎหมาย
การเคารพขอบเขตอำนาจของแต่ละองค์กรตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ มิใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมาย หากแต่เป็นการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในการเลือกตั้ง
เพราะฉะนั้น การประชุมลงมติชี้ขาดของ กกต. ชุดใหญ่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้จะพิสูจน์ในเรื่องนี้
ทว่า สิ่งที่สร้างความกังวลแก่สังคม คือข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาที่ปรากฏว่า ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา 138 คน กำลังถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง วุฒิสภาชุดเดียวกันกลับเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จำนวน 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง
1. นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ แม้ครบวาระแล้ว แต่เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาใหม่ จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
2. กรรมการ กกต. อีก 4 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์, นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร ต่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน
ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้วิญญูชนตั้งคำถามได้ว่า การพิจารณาคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จะสามารถดำเนินไปโดยปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใด แม้ไม่มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นก็ตาม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนย่อมได้รับผลกระทบจากภาพแห่งความขัดกันของผลประโยชน์ดังกล่าว
ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้วิญญูชนตั้งคำถามได้ว่า การพิจารณาคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จะสามารถดำเนินไปโดยปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใด งานนีัโปรดติดตามอย่ากระพริบตา