xs
xsm
sm
md
lg

ฝนถล่มยังไม่ถอย! “ปราจีนเข้มแข็ง” ปักหลักนอนหน้าศาลากลางฯ ลั่นรอจนกว่าจะยกเลิก EEC เปิดเวทีแฉกฎหมายเอื้อทุนต่างชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ปราจีนบุรี - ฝนถล่มเต็นท์พัง ผู้ชุมนุมไม่ถอย! เครือข่ายประชาชนปราจีนเข้มแข็งและกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ประกาศปักหลักค้างคืนหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เดินหน้าคัดค้านการนำจังหวัดเข้าร่วมพื้นที่ EEC พร้อมยืนยันจะชุมนุมต่อเนื่องจนกว่ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งยกเลิกมติอย่างเป็นทางการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (17 ส.ค.) บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี ประตูฝั่งธนาคารกรุงไทย เครือข่ายประชาชนปราจีนเข้มแข็งและกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ได้รวมตัวชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อแสดงพลังคัดค้านมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่เห็นชอบให้จังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC


แม้มีฝนตกลงมาอย่างหนักจนเต็นท์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมกางไว้ได้รับความเสียหายและปลิวพัง แต่ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอย่างเหนียวแน่น พร้อมประกาศว่าจะค้างคืนและชุมนุมยืดเยื้อต่อไป จนกว่ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งยกเลิกมติดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ต่อมาเวลา 15.00 น. มีการเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ “หลังบ้าน EEC” เพื่อชำแหละข้อเท็จจริงและผลกระทบจากการเตรียมนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EEC โดยมี มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ ประเทศไทย ทำหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมนักวิชาการ ตัวแทนภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิ่งแวดล้อมร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและแสดงความคิดเห็น

น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวถึงโครงสร้างของ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ว่า มีรากฐานมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 2/2560 ก่อนถูกผลักดันเป็นกฎหมายพิเศษ โดยให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายฯ สามารถยกเว้นหรือผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบเดิม หากเห็นว่าเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความไม่สะดวกและล่าช้าต่อการลงทุน


น.ส.สุภาภรณ์ ระบุว่า สิ่งที่ภาคประชาชนกังวลอย่างมากมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การนำที่ดินเพื่อการเกษตรไปใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม การผ่อนปรนสิทธิการถือครองและเช่าที่ดิน และกระบวนการขยายพื้นที่ EEC
โดยประเด็นแรก กฎหมายเปิดช่องให้ที่ดิน ส.ป.ก. และที่ราชพัสดุ ซึ่งเดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อการเกษตรหรือประโยชน์สาธารณะ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมได้ ขณะที่ประเด็นที่สอง มีการผ่อนปรนสิทธิให้กลุ่มทุนสามารถเช่าที่ดินในพื้นที่ EEC ได้ยาวนานถึง 99 ปี แบ่งเป็นสัญญาเช่า 50 ปี และต่อได้อีก 49 ปี รวมถึงมีการอำนวยความสะดวกด้านการจ้างแรงงานต่างด้าวและการใช้เงินตราต่างประเทศในการชำระค่าสินค้าและบริการ

ส่วนประเด็นที่สาม น.ส.สุภาภรณ์ ตั้งคำถามถึงที่มาของการขยายพื้นที่ EEC ว่าไม่ได้เกิดจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยตรง แต่มีภาคเอกชนเสนอแนวทางผ่าน “สมุดปกขาว” ก่อนที่สำนักงาน EEC จะว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดทำรายงานศึกษา ซึ่งภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่ได้สะท้อนปัญหามลพิษและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่อย่างรอบด้าน


น.ส.สุภาภรณ์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของกฎหมาย EEC มีข้อกังวลว่าเป็นการสร้างสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มทุนต่างชาติ มากกว่าการออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมตั้งคำถามต่อการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังพบปัญหาในพื้นที่

“ปัญหามลพิษทุกวันนี้เกิดจากการที่รัฐย่อหย่อน ทำได้แค่ขอความร่วมมือ ทั้งที่บางกรณีเข้าข่ายผิดกฎหมาย” น.ส.สุภาภรณ์ กล่าว พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งที่ชัดเจนว่าจะไม่นำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC และยุติแนวทางการเปลี่ยนพื้นที่ผลิตอาหารไปเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม


นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อกระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเองมากขึ้น

ทั้งนี้ การชุมนุมของเครือข่ายประชาชนปราจีนเข้มแข็งยังคงดำเนินต่อไป โดยผู้ชุมนุมยืนยันจะปักหลักค้างคืนบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี และจับตาท่าทีของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำจุดยืนคัดค้านการขยายพื้นที่ EEC เข้ามาในจังหวัดปราจีนบุรีจนกว่าจะมีคำตอบจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ