xs
xsm
sm
md
lg

แฉ 16 โรงงานเถื่อนซุกป่าสงวนฯ ปราจีนฯ! พบมลพิษ 53 จุด-แฉมุก “ดินแจกฟรี” ฝังกลบกากพิษ ก่อนปลูกยูคาฯ อำพราง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ปราจีนบุรี - เวที “หลังบ้าน EEC” เดือด! เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งแฉข้อมูลมลพิษในพื้นที่ พบจุดเสี่ยงกระจาย 53 จุด พร้อมเปิดข้อมูลโรงงานต้องสงสัยอย่างน้อย 16 แห่ง ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) แต่กลับพบการตั้งเตาเผากากอุตสาหกรรม บางแห่งอยู่กลางพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ขณะที่ชาวบ้านแฉกลยุทธ์ลักลอบทิ้งกากพิษ ทั้งผสมดิน แจกชาวบ้านถมที่ และฝังกลบใต้ไร่ยูคาลิปตัส ขณะที่มารดานักปกป้องสิทธิฯ ที่ถูกคุกคาม วอนประชาชนรวมพลังสู้ทุนใหญ่

เย็นวันนี้ (17 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนปราจีนเข้มแข็งและกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อคัดค้านการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ได้มีการเปิดเวทีเสวนา “หลังบ้าน EEC” เพื่อสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญ

น.ส.ธันยาภัทร์ ดอกผล ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เปิดเผยข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า พบจุดมลพิษกระจายอยู่ในพื้นที่มากถึง 53 จุด โดยแม้ภาครัฐจะระบุหลายครั้งว่าค่ามลพิษยังไม่เกินมาตรฐาน แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต  และ ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือการตรวจพบโรงงานต้องสงสัยอย่างน้อย 16 แห่ง ซึ่งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) แต่กลับพบการตั้งเตาเผากากอุตสาหกรรม บางแห่งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และมีการปล่อยควันจากการเผาไหม้จนสร้างความกังวลให้กับชุมชนโดยรอบ

น.ส.ธันยาภัทร์ ยังนำข้อมูลและภาพหลักฐานมาเปิดเผยถึงรูปแบบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ของ จ.ปราจีนบุรี โดยใน อ.ศรีมหาโพธิ พบการนำกากสารเคมีผสมกับดินแล้วนำไปทิ้งกระจายตามพื้นที่ต่างๆ  ส่วนพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง พบจุดทิ้งสารเคมีกลุ่มโซลเวนท์ (Solvent) ซึ่งเป็นสารที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ รวมถึงพบหลุมขุดขนาดใหญ่สำหรับฝังกลบขยะกินพื้นที่กว่า 25 ไร่ โดยมีน้ำเสียสีดำไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่สวนปาล์มของชาวบ้าน

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงวิธีการที่ชาวบ้านเรียกว่า “ดินแจกฟรี” โดยนำกากอุตสาหกรรมมาผสมหรือใช้เป็นวัสดุถมที่แจกจ่ายให้ประชาชน จากนั้นนำปุ๋ยมาปกคลุมด้านบน ก่อนปลูกต้นยูคาลิปตัสเพื่อปกปิดร่องรอยการฝังกลบกากอุตสาหกรรม ทำให้ตรวจสอบได้ยาก

น.ส.ธันยาภัทร์ กล่าวว่า ข้อมูลสถิติย้อนหลัง 7 ปี ยังพบว่าโรงงานประเภท 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการขยะหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว เป็นประเภทโรงงานที่มีการขอใบอนุญาตใน จ.ปราจีนบุรีจำนวนมาก ขณะที่สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ทั้งจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความกังวลของประชาชนว่า จ.ปราจีนบุรีกำลังถูกผลักดันให้เป็นพื้นที่รองรับกากอุตสาหกรรมและขยะจากภายนอกประเทศ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประชาชนต้องออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการขยายพื้นที่ EEC

ขณะที่ นางสนอง สืบไทย มารดาของนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่าเคยถูกข่มขู่และคุกคาม ได้ขึ้นเวทีเล่าถึงความยากลำบากของครอบครัว หลังต้องเผชิญกับความหวาดระแวงและปัญหาการถูกคุกคาม รวมถึงการดำเนินคดีต่างๆ

นางสนอง กล่าวว่า ครอบครัวใช้ชีวิตอย่างปกติมาโดยตลอด แต่ต้องเผชิญความเดือดร้อนหลังลูกชายออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิและสิ่งแวดล้อม โดยขณะนี้ครอบครัวมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก ลูกชายครึ่งเดือนแล้วที่ไม่ได้นอน แม่เองก็ไม่หลับมาหลายคืน ได้แต่สวดมนต์ขอให้เขาปลอดภัย เพื่อจะได้สู้เพื่อประเทศ ให้ประชาชนออกมาร่วมกันปกป้องพื้นที่และทรัพยากรของชุมชน  วันนี้เราอาจจะเป็นแค่มดตัวน้อยๆ แต่ถ้ารวมกันเป็นมดรังใหญ่ เข้ามาสู้ด้วยกัน เราก็จะชนะ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ช่วงค่ำ ตัวแทนผู้ชุมนุมได้ขึ้นเวทีแจ้งปัญหาการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้นำรถสุขาเคลื่อนที่มาให้บริการ แต่จุดจอดอยู่บริเวณอีกฝั่งของศูนย์ราชการ ซึ่งห่างจากพื้นที่ชุมนุม

กลุ่มผู้ชุมนุมเห็นว่าในช่วงกลางคืนและมีฝนตก การให้เด็กและผู้สูงอายุเดินไปใช้ห้องน้ำในพื้นที่มืดและอยู่ห่างจากจุดชุมนุมอาจไม่ปลอดภัย จึงได้เจรจาขอให้เจ้าหน้าที่นำรถสุขามาจอดในจุดที่ใกล้พื้นที่ชุมนุมมากขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ผู้ชุมนุมได้รับความไม่สะดวก

จากนั้นในช่วงค่ำ กลุ่มผู้ชุมนุมได้จัดฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “แม่น้ำพิษ” (Toxic Legacy) เพื่อสะท้อนปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี

สำหรับการชุมนุมในครั้งนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งและนักปกป้องสิทธิฯ ยืนยันว่าจะปักหลักค้างคืนบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรีต่อไป จนกว่าจะได้รับคำตอบจากรัฐบาล โดยเฉพาะการขอให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามยกเลิกการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นพื้นที่ EEC

ขณะที่ในวันพรุ่งนี้(17 ส.ค.)  กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อกดดันผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมระบุว่าจะมีเครือข่ายประชาชนจากพื้นที่ต่างๆ เดินทางเข้าร่วมสมทบเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับโรงงานเถื่อน การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว เป็นข้อมูลและข้อกล่าวอ้างจากผู้ชุมนุมและภาคประชาชน ซึ่งยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป