ภาคตะวันออก - “ดร.สนธิ” เสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหากากอุตสาหกรรมลักลอบทิ้ง ชี้ต้องตัดวงจรทั้งระบบ ตั้งแต่เพิ่มศักยภาพศูนย์กำจัด ใช้ภาษีสร้างแรงจูงใจ ตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังชุมชน ไปจนถึงหลักประกันความเสียหายและบทลงโทษที่ทำให้การทำผิดไม่คุ้มทุน
ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่ปลายทาง แต่ต้อง “ตัดวงจร” ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมปรับระบบจัดการกากอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและทำให้การกระทำผิดไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
1. กระจายศูนย์บำบัดและกำจัดกากอุตสาหกรรม ควรเพิ่มและกระจายศูนย์บำบัดและกำจัดกากอุตสาหกรรมไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับกาก ลดระยะทางในการขนส่ง รวมถึงลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบนำกากไปทิ้งในพื้นที่อื่น
2. ใช้มาตรการทางภาษีสร้างแรงจูงใจ ภาครัฐควรออกมาตรการด้านภาษีหรือสิทธิประโยชน์ให้แก่โรงงานที่สามารถจัดการกากของเสียได้อย่างถูกต้องครบถ้วน หรือมีระบบ Zero Waste เพื่อจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมลงทุนในเทคโนโลยีและระบบจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ แทนการมองว่าการจัดการกากเป็นเพียงต้นทุนของโรงงาน
3. สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังระดับชุมชน ควรสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ และองค์ความรู้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และแจ้งเบาะแสการลักลอบขนส่งหรือนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งได้อย่างรวดเร็ว โดยชุมชนควรมีส่วนร่วมเป็น “ด่านหน้า” ในการป้องกันปัญหา
4. จัดตั้งกองทุนอุตสาหกรรมและหลักประกันความเสียหาย สำหรับโรงงานหรือกิจการที่มีความเสี่ยงสูง ควรกำหนดให้มีหลักประกันทางการเงิน เช่น Bank Guarantee หรือการทำประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีเงินสำหรับฟื้นฟู บำบัด และเยียวยาความเสียหายได้ทันทีหากเกิดเหตุ โดยไม่ต้องรอการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ และควรยึดหลักว่า “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”
5. ยกระดับบทลงโทษให้รุนแรงและไม่คุ้มกับการทำผิด ควรปรับปรุงกฎหมายและบทลงโทษให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะค่าปรับที่ควรสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดหลายเท่า รวมถึงบังคับใช้โทษจำคุกอย่างจริงจังในกรณีร้ายแรง เพื่อไม่ให้การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมกลายเป็นธุรกิจที่มีลักษณะ “เสี่ยงน้อย แต่กำไรสูง”
ดร.สนธิย้ำว่า การแก้ปัญหากากอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงไล่จับผู้ลักลอบนำกากไปทิ้งในพื้นที่ปลายทาง แต่ต้องตรวจสอบตั้งแต่แหล่งกำเนิด การขนส่ง และการกำจัด พร้อมอุดช่องว่างทางกฎหมาย สร้างแรงจูงใจให้โรงงานจัดการกากอย่างถูกต้อง และทำให้ ต้นทุนของการกระทำผิดสูงกว่าต้นทุนการกำจัดอย่างถูกกฎหมาย
“หากสามารถทำให้การจัดการกากอย่างถูกต้องเป็นทางเลือกที่ง่าย มีต้นทุนเหมาะสม ขณะเดียวกันการลักลอบทิ้งมีความเสี่ยงสูงและไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ ก็จะช่วยตัดวงจรกากเถื่อนได้ตั้งแต่ต้นทาง และลดปัญหาการนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในพื้นที่ป่า ที่ดินเกษตรกรรม และชุมชนในระยะยาว”