อ่างเก็บน้ำ วังโตนด โครงการใหญ่เพื่อ EEC ความไม่สมดุล 'คน-ป่า-เศรษฐกิจ'
มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 อนุมัติให้กรมชลประทานเดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี วงเงิน 7,200 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2576 เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคประชาชน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และรองรับการพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กลายเป็นข่าวใหญ่ในทางเศรษฐกิจ และในมุมหนึ่งก็ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้ต้องขบคิดเช่นกัน
อ่างวังโตนดจะมีความจุ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ รัฐบาลระบุว่าจะช่วยเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง สนับสนุนสวนผลไม้ การอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม
ฟังดูเหมือนเป็นโครงการที่สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของคนจันทบุรี แต่หากมองให้ลึกกว่าตัวเลขและวาทกรรมเรื่อง “ความมั่นคงด้านน้ำ” จะพบว่าอ่างวังโตนดมีเป้าหมายอีกด้านที่สำคัญ นั่นคือการเป็นแหล่งน้ำสำหรับรองรับการเติบโตของ EEC และภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก
โครงการอ่างวังโตนดมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งน้ำสำรองให้ EEC ประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือมากกว่าในปีที่มีน้ำมาก นั่นหมายความว่า น้ำที่กักเก็บจากพื้นที่จันทบุรีไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อใช้ในจังหวัดจันทบุรีทั้งหมด แต่ถูกวางไว้ในระบบน้ำของภาคตะวันออกที่สามารถส่งต่อไปยังพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้
ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า โครงการนี้กำลังสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับใคร !?
เพราะหากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ภาคอุตสาหกรรมต้องการน้ำที่มั่นคงเพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อได้ โรงงานไม่สามารถหยุดการผลิตเพราะขาดน้ำ และการขยายตัวของ EEC ก็ยิ่งต้องมีระบบน้ำที่มั่นคงรองรับ
ดังนั้น อ่างวังโตนดจึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการแก้ปัญหาน้ำแล้งให้เกษตรกร แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักประกันด้านน้ำให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคตะวันออกด้วย
เมื่อผลประโยชน์ของโครงการไม่ได้อยู่เฉพาะในจันทบุรี แล้วเหตุใดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจึงต้องตกอยู่กับพื้นที่จันทบุรีเป็นหลัก เพราะสิ่งที่ต้องแลกกับอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่า แต่เป็นผืนป่าที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ รวมถึงพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นและป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง ซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการระบุว่าจะมีพื้นที่ป่าถูกน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก
แม้ตัวสันเขื่อนจะอยู่นอกเขตป่า แต่ผลกระทบไม่ได้จบลงที่ตำแหน่งของสันเขื่อน เพราะน้ำจากอ่างจะเอ่อท่วมเข้าไปในพื้นที่ป่าด้านบน นี่คือความแตกต่างระหว่างการมองโครงการจากแผนที่กับการมองจากพื้นดิน บนแผนที่อาจเห็นเพียงอ่างเก็บน้ำหนึ่งแห่ง แต่บนพื้นดิน สิ่งที่หายไปคือป่า แหล่งอาหารของสัตว์ป่า และพื้นที่ธรรมชาติที่ชุมชนโดยรอบต้องพึ่งพา
ช้างป่าคือหนึ่งในสัตว์ที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรง พื้นที่ป่าราบที่จะถูกน้ำท่วมเป็นแหล่งอาหารสำคัญของช้างป่า หากพื้นที่เหล่านี้หายไป ช้างไม่ได้หายไปพร้อมกับป่า แต่ต้องออกไปหาอาหารในพื้นที่อื่น ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าใกล้พื้นที่เกษตรและชุมชนมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในอนาคต
แต่ผลกระทบของโครงการไม่ได้หยุดอยู่แค่การสูญเสียพื้นที่ป่าและการผลักช้างออกจากแหล่งอาหาร เพราะยังมีคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
ปัญหาการแย่งใช้น้ำอาจไม่เห็นชัดในช่วงที่ฝนตกดีและมีน้ำเพียงพอ แต่สถานการณ์จะเปลี่ยนทันทีเมื่อเกิดภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง หรือปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกภาคส่วน เพราะในเวลานั้น น้ำจะไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่ต้องบริหารจัดการ แต่จะกลายเป็นทรัพยากรที่ต้องตัดสินใจว่าใครควรได้ใช้ก่อน
ภาคเกษตรต้องใช้น้ำเพื่อรักษาสวนผลไม้และผลผลิต ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของคนจำนวนมากในจันทบุรีและพื้นที่โดยรอบ ขณะที่ประชาชนต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษากำลังการผลิตและรองรับการลงทุนใหม่
การสร้างอ่างเก็บน้ำไม่ได้ทำให้มีน้ำเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่อ่างทำหน้าที่กักเก็บน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ เมื่อฝนตกน้อย น้ำในอ่างก็ลดลง และเมื่อความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ความตึงเครียดในการจัดสรรน้ำก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ภาคอุตสาหกรรมต้องการความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว เพราะการลงทุนขนาดใหญ่ต้องการหลักประกันว่าน้ำจะไม่ขาด หากระบบน้ำของ EEC ถูกวางให้พึ่งพาแหล่งน้ำจากจันทบุรีมากขึ้น ความต้องการรักษาปริมาณน้ำสำหรับพื้นที่ปลายทางก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น การสร้างอ่างวังโตนดไม่ใช่เรื่องผิด หากสามารถเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ทั้งประชาชน เกษตรกร และภาคอุตสาหกรรมได้จริง แต่การพัฒนาต้องเดินไปพร้อมกับการรักษาป่า การจัดสรรน้ำจึงต้องไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่งจนคนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ ขณะที่อีกกลุ่มต้องรับภาระ เพราะความมั่นคงด้านน้ำที่แท้จริงไม่ใช่แค่มีน้ำมากขึ้น แต่คือ การทำให้คน ธรรมชาติ และเศรษฐกิจอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่มีฝ่ายใดต้องสูญเสียมากเกินไป