xs
xsm
sm
md
lg

“ฉันทานนท์ วรรณเขจร” จากขุนพลเศรษฐกิจเกษตร สู่ “ปลัดพลังงาน” โดยมีเงา “เนวิน” อยู่ข้างหลัง?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การแต่งตั้ง “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” มานั่งเก้าอี้ ปลัดกระทรวงพลังงาน ไม่ได้เป็นเพียงการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงหนึ่ง ไปอีกกระทรวงหนึ่ง หากแต่เป็นการเลือกบุคคลที่มีทั้งประสบการณ์บริหารราชการระดับสูง ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือมีประวัติความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองที่ถูกจับตามองอยู่ไม่น้อย

วันนี้ (18 ส.ค.) ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบให้ “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อดีตเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทน “ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ 
“ฉันทานนท์” ไม่ใช่คนนอกระบบราชการ แต่เป็นข้าราชการสายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เติบโตมาจากงานด้านเศรษฐกิจและนโยบาย

เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และขึ้นเป็น เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญด้านข้อมูล วิเคราะห์ และวางนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ 
ช่วงที่ “ฉันทานนท์” เป็นเลขาธิการ สศก. หน่วยงานมีบทบาทด้านการจัดทำข้อมูลและวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตร รวมถึงการประเมินแนวโน้มผลผลิต ราคาสินค้าเกษตร และผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิอากาศ
อีกด้านหนึ่ง เขายังมีบทบาทผลักดันประเด็นใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจเกษตร กับนโยบายระดับประเทศ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร ซึ่งสะท้อนว่าแนวทางการทำงานของเขา ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องผลผลิตทางการเกษตร แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และนโยบายสาธารณะด้วย


ประวัติด้านการศึกษา จบปริญญาตรีบัญชี จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก University of New Hampshire สหรัฐอเมริกา ทำให้โปรไฟล์ของเขาออกไปทาง “เศรษฐกิจ-บริหาร-นโยบาย” มากกว่าสายเทคนิค เฉพาะด้านเกษตร

ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญ เพราะเมื่อถูกย้ายมานั่งกระทรวงพลังงาน เขาไม่ได้ถูกวางตัวในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเลียม หรือไฟฟ้าโดยตรง แต่เป็นผู้บริหารที่มีพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ นโยบาย และการบริหารราชการ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำไปใช้กับงานระดับกระทรวงได้

นอกจากนี้ “ฉันทานนท์” ไม่ใช่แค่ “คนเกษตร” แต่ผ่านงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินมาก่อน

เขาเคยได้รับแต่งตั้งเป็น ประธานกรรมการการประปานครหลวง (กปน.) และมีชื่ออยู่ในคณะกรรมการของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ขณะเดียวกันข้อมูลของ ธ.ก.ส. ระบุว่า เขาดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระของธนาคาร และมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับงานด้านสินเชื่อ และนโยบายภาคเกษตร

และในปี 2569 เขายังมีบทบาทเป็นประธานคณะทำงานเตรียมความพร้อมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยต้องประสานทั้งกรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร สศก. และ ธ.ก.ส.

จุดนี้ทำให้เห็นว่าเขามีประสบการณ์ในลักษณะ “ผู้ประสานนโยบายข้ามหน่วยงาน” มากพอสมควร ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวง

แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อ “ฉันทานนท์” ถูกจับตาคือสายสัมพันธ์กับ “เนวิน” และ ทำให้ถูกมองว่า เพราะเขาเป็นคนของ เนวิน หรือเปล่า จึงได้มานั่งในจุดนี้


“ฉันทานนท์” มีประวัติทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองในช่วงที่ “เนวิน ชิดชอบ” ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ เรียกได้ว่าเป็นอดีต “หน้าห้อง” ของเนวิน ก็ไม่ผิด

แต่ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน ก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า เขาพิจารณาจากความเหมาะสม ประสบการณ์ และความพร้อมที่จะเข้ามาทำงานกับกระทรวงพลังงาน ในช่วงเวลานี้

อีกคำถามคือ ทำไม “ฉันทานนท์” จึงชนะ “ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า จะข้ามมานั่ง ปลัดฯ พลังงาน แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่

“เอกนัฏ”ยอมรับว่า “ณัฐพล” เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือก เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนที่กระทรวงอุตสาหกรรม แต่เมื่อพิจารณาตัวเลือกทั้งหมดที่มีแล้ว เห็นว่า “ฉันทานนท์” เหมาะสมที่สุด มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับวาระการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง 4 ปี สามารถวางแผน และขับเคลื่อนงานต่อเนื่องได้ ทั้ง ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

แล้ว “ฉันทานนท์” จะเอาอะไรไปทำในกระทรวงพลังงาน?

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของเขา

กระทรวงพลังงานไม่ได้ดูแลเฉพาะเรื่องน้ำมัน หรือไฟฟ้า แต่เกี่ยวข้องกับต้นทุนพลังงานของประเทศ โครงสร้างราคาพลังงาน ความมั่นคงทางพลังงาน การจัดหาก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้า ปิโตรเลียม พลังงานทดแทน รวมถึง ผลกระทบด้านพลังงานต่อภาคเศรษฐกิจ และประชาชน

ดังนั้น การเลือกคนที่มีพื้นฐานด้าน “เศรษฐกิจ-นโยบาย-การประสานงาน” จึงสามารถตีความได้ว่า ฝ่ายการเมืองต้องการปลัดที่เข้าใจภาพใหญ่ และสามารถขับเคลื่อนนโยบาย มากกว่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคพลังงานโดยตรง

“ฉันทานนท์” มีจุดแข็งตรงนี้ จากประสบการณ์ที่ สศก. รวมถึงการทำงานกับรัฐวิสาหกิจ และคณะกรรมการหลายแห่ง
เขาคือ ข้าราชการระดับสูง ที่มีประสบการณ์บริหาร มีเครือข่ายการทำงานกว้าง และมีประวัติทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองในอดีต ขณะเดียวกันก็ยังมีผลงานในระบบราชการ ที่สามารถอธิบายการเติบโตของตัวเองได้

สุดท้ายแล้วบทพิสูจน์ของ “ฉันทานนท์” จะไม่ได้อยู่ที่ว่า “เขาเคยทำงานกับใคร” แต่อยู่ที่ว่า เมื่อเข้าไปนั่งเก้าอี้ปลัดพลังงานแล้ว เขาจะเป็นปลัดของกระทรวง เป็นปลัดของรัฐมนตรี”เอกนัฏ” หรือ จะถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งกลไกของเครือข่ายสีน้ำเงิน ... ตรงนี้ต่างหากที่จะเป็นโจทย์ทางการเมืองที่น่าจับตาที่สุดในช่วงต่อจากนี้