19 สิงหาคม 2569 กลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกจับตามองในระบบราชทัณฑ์ เมื่อ **กฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร** ออกมาเปิดเผยประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่
กฤชเล่าว่า ในอดีตเมื่อเขาเคยทำหน้าที่เป็นกรรมการพิจารณาเลื่อนชั้น จะมีการนำผู้ต้องขังมาสอบต่อหน้าคณะกรรมการ โดยตัวอย่างคำถามสำหรับผู้ต้องขังชาวไทย มีทั้งการให้ **ท่องศีล 5 ธรรม 5 รวมถึงคำปฏิญาณก่อนรับประทานอาหาร** ขณะที่ผู้ต้องขังต่างด้าว มีการให้ **ร้องเพลงชาติไทย**
ประเด็นที่อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ต้องการชี้ให้เห็น ไม่ได้อยู่เพียงว่าข้อสอบยากหรือง่าย แต่เป็นเรื่องระบบการเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง ซึ่งปัจจุบันหากผู้ต้องขังไม่กระทำผิดวินัยและผ่านกิจกรรมหรือหลักสูตรตามที่กำหนด ก็มีโอกาสได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นตามรอบ
เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะการจัดชั้นผู้ต้องขังไม่ได้มีไว้เพียงแบ่งระดับความประพฤติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น การพักการลงโทษ การลดวันต้องโทษ และการพิจารณาสิทธิประโยชน์อื่นตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์
กฤชจึงเสนอว่า ผู้ต้องขังในคดีที่มีอัตราโทษสูงหรือได้รับโทษจำคุกเป็นเวลานาน ควรมีหลักเกณฑ์พิจารณาที่แตกต่างออกไป โดยนำโทษตามคำพิพากษามาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อไม่ให้การเลื่อนขึ้นสู่ชั้นสูงเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่สอดคล้องกับความหนักเบาของโทษที่ศาลกำหนด
อย่างไรก็ตาม การเลื่อนชั้นไม่ได้พิจารณาจากการตอบคำถามหรือการสอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเงื่อนไขด้านความประพฤติ วินัย การเข้าร่วมกิจกรรม และหลักเกณฑ์อื่นของกรมราชทัณฑ์ประกอบด้วย ดังนั้น ตัวอย่าง “ท่องศีล 5–ร้องเพลงชาติ” จึงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่อดีตรองอธิบดีฯ นำมาเปิดเผย เพื่อสะท้อนข้อสังเกตต่อระบบการพิจารณาเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง
#NEWS1 รายงาน