xs
xsm
sm
md
lg

กำลังรบไทยมีปัญหา เรือรบไม่พร้อมรบ นโยบายจัดซื้อตามไม่ทัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กำลังรบไทยมีปัญหา เรือรบไม่พร้อมรบ นโยบายจัดซื้อตามไม่ทัน

สถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กำลังสะท้อนปัญหาสำคัญของกองทัพเรือไทยชัดเจนขึ้น นั่นคือศักยภาพกำลังรบที่มีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวน อายุการใช้งานของยุทโธปกรณ์ ความพร้อมรบ ตลอดจนขีดความสามารถด้านการซ่อมบำรุงและการต่อเรือภายในประเทศ

ภาพดังกล่าวปรากฏจากการลงพื้นที่ของนายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ที่นำคณะเข้าตรวจเยี่ยมและศึกษาดูงานที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามโครงการซ่อมบำรุงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงรับฟังข้อจำกัดในการบริหารจัดการและการซ่อมบำรุงเรือรบ

ประเด็นที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่เพียงความคืบหน้าของการซ่อมเรือ แต่สะท้อนความเปราะบางของระบบกำลังรบทางทะเล ที่ต้องพึ่งพาพร้อมกันทั้งงบประมาณ อะไหล่ เทคโนโลยี บุคลากร และขีดความสามารถของหน่วยซ่อมบำรุง โดยคณะกรรมาธิการฯ พบว่าแผนซ่อมยังเดินหน้าตามกรอบ ขณะที่บางส่วนต้องรอการจัดสรรงบประมาณปี 2570

กรณีเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชยังมีโจทย์เฉพาะหน้า ทั้งการตรวจรับเครื่องยนต์ MTU ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ตลอดจนระบบอาวุธต่อสู้อากาศยานระยะประชิด Phalanx หรือ CIWS ที่ยังไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ

สถานการณ์ของกองทัพเรือไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่กองทัพเรือเองก็ส่งสัญญาณไปยังฝ่ายบริหารมาโดยตลอด อย่างเมื่อครั้งที่พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ ก็มีข้อเสนอจากราชนาวีเพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพด้านการรบ ภายใต้เหตุผลว่าสภาวะแวดล้อมทางทะเลกำลังเปลี่ยนแปลงจากการแข่งขันของมหาอำนาจในอินโด-แปซิฟิก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลอดจนปัญหาเขตทางทะเลและพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน

สาระสำคัญคือ กองทัพเรือยอมรับเองว่ายุทโธปกรณ์หลักหลายประเภทมีจำนวนไม่เพียงพอ ขณะที่บางส่วนมีอายุการใช้งานมากและต้องจัดหาทดแทน โดยเฉพาะเรือฟริเกตสมรรถนะสูง พร้อมวางแผนเสนอจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 2 ในปีงบประมาณ 2571

ทั้งนี้ การจัดหาเรือรบสมัยใหม่หนึ่งลำหมายถึงภาระผูกพันระยะยาวนับสิบปี ตั้งแต่ระบบอาวุธ อะไหล่ ซอฟต์แวร์ การฝึกกำลังพล ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง หากการจัดหายังคงพึ่งพาต่างประเทศเป็นหลัก ทุกครั้งที่เกิดข้อจำกัดด้านอะไหล่ เทคโนโลยี หรือการส่งกำลังบำรุง ย่อมกระทบต่อความพร้อมรบของไทยโดยตรง

ตรงนี้จึงควรนำ “นโยบาย Offset” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมการจัดหาอาวุธอย่างจริงจัง และไม่ควรถูกมองเพียงเงื่อนไขประกอบการซื้อยุทโธปกรณ์ แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือให้เงินงบประมาณด้านความมั่นคงสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่อุตสาหกรรมไทย เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน การผลิตชิ้นส่วน การซ่อมบำรุงระดับสูง การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ระบบอื่นในอนาคต แต่ในการต่อรองระหว่างผู้ซื้อผู้ขายไม่ได้ง่ายเหมือนกับการซื้อของตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

เมื่อมองภาพรวม กองทัพเรือจึงกำลังเผชิญโจทย์ยากพร้อมกัน ทั้งการรักษาความพร้อมรบของเรือที่มีอยู่ การเติมเต็มกำลังรบที่ยังขาดแคลน และการสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้รองรับยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “ซื้อเรือรบเพิ่ม” แต่เป็นโจทย์ว่า ประเทศไทยจะสร้างและรักษาศักยภาพกำลังรบทางทะเลได้อย่างไรในระยะยาว เพราะเรือที่มีอยู่แต่ไม่พร้อมรบ ย่อมไม่ต่างจากกำลังรบที่หายไป ขณะเดียวกัน หากทุกการจัดหาใหม่ไม่ได้สร้างองค์ความรู้ อุตสาหกรรม และขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงกลับคืนสู่ประเทศ ไทยก็อาจต้องเผชิญปัญหาเดิมซ้ำอีกครั้งในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ท้ายที่สุด โจทย์ของกองทัพเรือไทยจึงไม่ใช่เพียงการมี “เรือรบลำใหม่” เพิ่มขึ้น แต่คือการทำให้ทุกบาทของงบประมาณด้านความมั่นคงเปลี่ยนเป็น ขีดความสามารถที่พร้อมใช้จริง ตั้งแต่เรือ อาวุธ อะไหล่ ระบบซ่อมบำรุง ไปจนถึงคนและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ Offset เป็นเงื่อนไขสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและลดการพึ่งพาต่างชาติ เพราะหากวันนี้ไทยยังซื้อยุทโธปกรณ์ได้ แต่ไม่สามารถซ่อม ดูแล และต่อยอดองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเอง วันหนึ่งเมื่อเกิดวิกฤต เรือที่จอดอยู่ในอู่ก็อาจมีค่าไม่ต่างจากเรือที่ไม่มีอยู่เลย