นครพนม – ชลประทานเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 8 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำห้วยบังกอ อ.เมืองนครพนม เพิ่มกำลังระบายน้ำจากพื้นที่ตอนในลงแม่น้ำโขง เปิดทางเร่งระบายพื้นที่ลุ่มต่ำ หวังช่วยนาข้าว–ชุมชนที่ยังถูกน้ำท่วมขัง คาดพื้นที่เกษตรเสียหายพุ่ง 97,733.70 ไร่ เกษตรกรเดือดร้อนกว่า 13,000 ราย อ.ศรีสงครามหนักสุดทะลุ 5 หมื่นไร่
วันนี้( 19 ส.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดนครพนมว่า แม้ระดับน้ำแม่น้ำโขงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แต่ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตอนใน โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรและชุมชนลุ่มต่ำยังต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากหลายพื้นที่มีมวลน้ำสะสมและน้ำท่วมขังมาหลายวัน ล่าสุด สำนักงานชลประทานที่ 7 กรม
เร่งติดตั้ง เครื่องผลักดันน้ำจำนวน 8 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำห้วยบังกอ บ้านหนองเซา ต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลักดันน้ำจากห้วยบังกอและลำน้ำสาขาออกสู่แม่น้ำโขงให้เร็วขึ้น
เครื่องผลักดันน้ำแต่ละเครื่องมีกำลัง 55 กิโลวัตต์ สามารถผลักดันน้ำได้เฉลี่ยเครื่องละประมาณ 1.2 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้ง 8 เครื่องประมาณ 9.6 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเตรียมเดินเครื่องเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมเป็นต้นไป
คาดว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะช่วยลดระดับน้ำบริเวณโดยรอบห้วยบังกอได้เฉลี่ยประมาณ วันละ 12 เซนติเมตร หากสภาพน้ำปลายทางเอื้ออำนวย ซึ่งจะเป็นผลดีโดยตรงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำโซนตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองนครพนม ทั้งชุมชน นาข้าว และพื้นที่การเกษตรที่ยังมีน้ำท่วมขัง
น้ำโขงลด เปิดทางเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ตอนใน
สถานการณ์แม่น้ำโขงช่วงเช้าวันที่ 19 สิงหาคม ระดับน้ำที่นครพนมอยู่ที่ 11.19 เมตร ลดลงจากวันก่อน 20 เซนติเมตร ต่ำกว่าระดับวิกฤต 12 เมตรอยู่ 81 เซนติเมตร และต่ำกว่าระดับตลิ่ง 13 เมตรอยู่ 1.81 เมตร
การลดลงของแม่น้ำโขงถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการระบายน้ำจากลำน้ำสาขาและพื้นที่ตอนใน เนื่องจากเมื่อระดับน้ำปลายทางลดลง การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงสามารถทำได้ดีขึ้น หน่วยงานจึงเร่งใช้จังหวะดังกล่าวเพิ่มกำลังผลักดันน้ำ เพื่อให้น้ำออกจากพื้นที่เกษตรและชุมชนโดยเร็วที่สุด
เกษตรยังหนัก ความเสียหายจ่อแตะ 1 แสนไร่
แม้น้ำบางพื้นที่เริ่มลด แต่ความเสียหายภาคการเกษตรกลับปรากฏชัดขึ้น ล่าสุดสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนมรายงานข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 16.30 น. พบผลกระทบครอบคลุม 11 อำเภอ 69 ตำบล 446 หมู่บ้าน เกษตรกร 13,216 ราย มีพื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหายรวม 97,733.70 ไร่
ในจำนวนนี้เป็นนาข้าวมากถึง 96,924.20 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 163 ไร่ และไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่น ๆ 646.50 ไร่
เมื่อเทียบกับข้อมูลวันที่ 17 สิงหาคม ซึ่งประเมินพื้นที่คาดเสียหาย 90,781.70 ไร่ พบว่าเพียงวันเดียวพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 6,952 ไร่ และเกษตรกรได้รับผลกระทบเพิ่มอีก 678 ราย สะท้อนว่าความเสียหายจากน้ำท่วมภาคเกษตรยังอยู่ในช่วงสำรวจและอาจเพิ่มขึ้นอีกหลังระดับน้ำลด
ศรีสงครามหนักสุดกว่า 5 หมื่นไร่ ลุ่มน้ำสงครามยังต้องจับตา
พื้นที่หนักที่สุดคือ อำเภอศรีสงคราม 50,947 ไร่ เกษตรกร 5,343 ราย รองลงมาอำเภอนาทม 22,275 ไร่ และอำเภอท่าอุเทน 7,928 ไร่ ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ยังคงมีความเสียหายกระจายหลายอำเภอ
โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำสงคราม แม้ระดับน้ำบางจุดเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังมีมวลน้ำค้างอยู่ในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตรจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งบริหารประตูระบายน้ำและทางน้ำ เพื่อผลักน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุดเท่าที่ระดับน้ำปลายทางจะเอื้ออำนวย
โจทย์สำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการติดตามว่าแม่น้ำโขงสูงหรือลดลงเท่าใด แต่คือ ทำอย่างไรให้น้ำที่ยังท่วมขังในไร่นาและชุมชนระบายออกได้เร็วที่สุด เพราะทุกวันที่นาข้าวถูกน้ำแช่หมายถึงความเสี่ยงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ช่วยทั้งพืชและปศุสัตว์ ส่งหญ้า 20 ตันถึงมือเกษตรกร
ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ยังดำเนินต่อเนื่อง หลังน้ำท่วมส่งผลให้แหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติเสียหาย โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครพนมร่วมกับจิตอาสา 904 ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอศรีสงครามและนาหว้า ระหว่างวันที่ 15–18 สิงหาคม
มีการส่งมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานและหญ้าแห้งรวม 20,000 กิโลกรัม หรือ 20 ตัน ช่วยเกษตรกร 117 ราย ครอบคลุมโค กระบือ และสัตว์เลี้ยงรวม 1,361 ตัว พร้อมสนับสนุนเวชภัณฑ์ ไข่ไก่ และสิ่งของช่วยเหลือ เพื่อประคองเกษตรกรระหว่างรอสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
จาก “เร่งระบายน้ำ” สู่ “เร่งเยียวยา” หลังน้ำลด
สถานการณ์นครพนมในขณะนี้จึงมีสองภาพเกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งระดับแม่น้ำโขงกำลังลดลงและพื้นที่ริมโขงหลายแห่งเริ่มเข้าสู่การฟื้นฟู แต่อีกด้านพื้นที่ลุ่มต่ำและลุ่มน้ำสงครามยังมีน้ำท่วมขัง ขณะที่ความเสียหายภาคเกษตรกำลังเข้าใกล้หลัก 100,000 ไร่
ภารกิจเร่งด่วนจึงต้องเดินพร้อมกันทั้ง เร่งผลักดันและระบายน้ำออกจากพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหาย และเร่งวางแนวทางช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงผู้ประสบภัยโดยเร็วหลังน้ำลด
เพราะหลังน้ำที่ท่วมขังลดลง สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่เพียงร่องรอยความเสียหาย แต่คือพื้นที่ทำกิน ต้นทุนการผลิต และรายได้ของเกษตรกรกว่า 13,000 ราย ที่กำลังรอการฟื้นฟูและความช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถกลับมาตั้งหลักและประกอบอาชีพได้อีกครั้ง