20 สิงหาคม 2569 เงินกว่า 4.45 หมื่นล้านบาท จาก 3 คดีใหญ่ กำลังเป็นตัวเลขที่น่าจับตา เพราะหากรัฐสามารถติดตามและบังคับชำระได้ครบ เงินจำนวนนี้ย่อมกลับมาเป็นทรัพยากรของประเทศ
ก้อนแรกคือกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ปของ ทักษิณ ชินวัตร ประมาณ 17,600 ล้านบาท ทั้งภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
ก้อนที่สองคือกรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยให้รับผิดความเสียหายจากการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าว 10,028.86 ล้านบาท
ก้อนที่สามคือคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G2G ซึ่งมี “เสี่ยเปี๋ยง” อภิชาติ จันทร์สกุลพร เป็นหนึ่งในจำเลย โดยศาลกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันชดใช้กระทรวงการคลังประมาณ 16,912 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ทั้งนี้ ยอดดังกล่าวเป็นความรับผิดร่วมของจำเลย ไม่ใช่หนี้ของเสี่ยเปี๋ยงเพียงคนเดียว
รวมมูลค่าทั้ง 3 ก้อนประมาณ 44,540 ล้านบาท หรือกว่า 4.45 หมื่นล้านบาท
แต่ตัวเลขนี้จะเห็นภาพชัดขึ้น เมื่อหันกลับมามองชีวิตประชาชน วันนี้ โรงพยาบาลรัฐยังต้องการงบประมาณเพื่อดูแลผู้ป่วย เด็กยากจนและเด็กนอกระบบยังต้องการโอกาสทางการศึกษา ผู้พิการยังต้องพึ่งพาสวัสดิการ และผู้สูงอายุจำนวนมากยังใช้เบี้ยยังชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายประจำวัน
แม้เงินที่รัฐติดตามกลับคืนมาจะไม่ได้ถูกนำไปจัดสรรให้ทั้ง 4 กลุ่มโดยตรงโดยอัตโนมัติ และการใช้จ่ายต้องผ่านกระบวนการงบประมาณตามกฎหมาย แต่เงินทุกบาทที่กลับเข้าสู่รัฐย่อมเพิ่มทรัพยากรที่สามารถนำไปใช้เพื่อบริการสาธารณะและประชาชนได้
ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการทวงเงินจากอดีตนายกรัฐมนตรี นักการเมือง หรือนักธุรกิจคนใด
หากเป็นเงินที่รัฐมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ก็ต้องติดตามกลับคืนมาให้ถึงที่สุด เพราะปลายทางของเงินแผ่นดินควรเป็นประโยชน์ของประชาชน
#NEWS1 รายงาน