วิกฤตศรัทธา กกต. ลากยาวคดีฮั้ว สว. ใกล้ซ้ำรอยยุค 3 หนา
คดีฮั้วเลือก สว.กำลังเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะไม่ได้เป็นเพียงคดีที่สังคมรอคำตอบว่าใครจะถูกดำเนินคดีหรือใครจะรอดพ้นจากข้อกล่าวหา แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ชุดปัจจุบัน ว่าจะสามารถทำหน้าที่ในฐานะองค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งได้อย่างน่าเชื่อถือเพียงใด
ก่อนหน้านี้ กกต.เคยกำหนดกรอบว่าจะสามารถพิจารณาคดีฮั้ว สว.ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมกลับเริ่มมีสัญญาณว่าเส้นตายดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ และมีความเป็นไปได้ที่กระบวนการพิจารณาจะต้องยืดออกไปอีก
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องการทำงานที่ต้องใช้เวลา เพราะคดีนี้ลากยาวมาตั้งแต่การเลือก สว.ในปี 2567 และมีการตรวจสอบต่อเนื่องมานาน เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น แต่คดียังไม่มีข้อยุติ ความอดทนของประชาชนก็ย่อมลดลงตามไปด้วย
ยิ่ง กกต.เคยประกาศกรอบเวลาเอาไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดกลับมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถสรุปคดีได้ ก็ยิ่งทำให้ภาพของความล่าช้าชัดเจนขึ้น และเปิดพื้นที่ให้เกิดข้อสงสัยว่า คดีที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองกำลังถูกพิจารณาอย่างเต็มที่ หรือกำลังถูกยื้อออกไปโดยไม่จำเป็น
อีกประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองไม่แพ้กัน คือ หาก กกต.ไม่เลื่อนกรอบเวลา และพยายามสรุปคดีให้ได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม ผลที่ออกมาจะครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับหรือไม่ หรือจะเป็นการดำเนินคดีเฉพาะบุคคลบางกลุ่มที่หลักฐานไปถึง โดยไม่ขยายผลไปถึงบุคคลระดับนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจทางการเมือง
แน่นอนว่า การดำเนินคดีต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐาน ไม่มีใครควรถูกเอาผิดเพียงเพราะกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากหลักฐานสามารถเชื่อมโยงไปถึงใคร ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้สมัคร สว. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หรือแม้แต่นักการเมืองระดับสูง กกต.ก็ต้องกล้าที่จะเดินหน้าตามข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน
สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นไม่ใช่จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีมากหรือน้อย แต่คือมาตรฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมาย
หากสุดท้ายมีการเอาผิดเฉพาะผู้ที่อยู่ในระดับล่างหรือผู้ปฏิบัติ แต่ข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงบุคคลระดับนักการเมืองไม่ถูกขยายผล ทั้งที่มีข้อสงสัยหรือพยานหลักฐานที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า กกต.กำลังตัดตอนคดีหรือไม่
คดีฮั้ว สว.มีความสำคัญมากกว่าคดีเลือกตั้งทั่วไป เพราะผลการพิจารณาอาจส่งผลต่อสถานะของ สว.จำนวนมาก และอาจเปลี่ยนสมการทางการเมืองของประเทศในอนาคต หากมีการดำเนินคดีและมีผลกระทบต่อสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมาก ย่อมส่งผลต่อองค์ประกอบและอำนาจของวุฒิสภา รวมถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ ในระบบการเมือง
เมื่อคดีมีเดิมพันสูงขนาดนี้ การทำงานของ กกต.จึงยิ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษ และยิ่งคดีล่าช้า ความสงสัยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จากองค์กรที่ควรเป็นผู้ตรวจสอบ กลับกลายเป็นองค์กรที่ถูกสังคมตั้งคำถามเสียเอง
สถานการณ์เช่นนี้กำลังทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันถูกนำไปเปรียบเทียบกับ กกต.ชุด “3 หนา” ในอดีต ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การรัฐประหาร 2549 และถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่จนกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรอย่างรุนแรง
แม้ว่า กกต.ชุดปัจจุบันยังไม่ได้เดินไปถึงจุดเดียวกับอดีต แต่สิ่งที่เริ่มเห็นได้ชัดขึ้นคือวิกฤตความไว้วางใจ หาก กกต.เลื่อนกรอบเวลาการพิจารณาคดีออกไปอีก ความเชื่อมั่นก็มีโอกาสลดลง หากไม่เลื่อน แต่ผลออกมาในลักษณะที่สังคมมองว่าเอาผิดเฉพาะบางกลุ่มและไม่สามารถขยายผลไปถึงผู้มีอำนาจทางการเมืองได้ ก็ยิ่งเกิดคำถามหนักขึ้น และหากคำวินิจฉัยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเพียงพอ ความสงสัยเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นบาดแผลระยะยาวขององค์กร
ปลายเดือนสิงหาคมจึงไม่ใช่เพียงเส้นตายของคดีฮั้ว สว. แต่เป็นช่วงเวลาที่ กกต.ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมว่าจะสามารถทำให้กระบวนการทั้งหมดมีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมได้อย่างไร