(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/08/us-deployable-aircraft-carrier-deficit-needs-fixing/)
US deployable aircraft carrier deficit needs fixing
by Stephen Bryen
18/08/2026
กองทัพเรือสหรัฐฯสมควรสามารถที่จะประคับประคองให้มีเรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งอาจออกปฏิบัติการได้ ณ เวลาใดก็ตาม ในจำนวนที่มากกว่าแค่ 2-3 ลำ รวมทั้งไม่สมควรเลยที่จะต้องอยู่ในอาการตะเกียกตะกายเมื่อมีภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเกิดขึ้นมา
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 มีการจัดการประชุมใหญ่เพื่อรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างพวกเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึง ฮัง เคา (Hung Cao) รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือ (Acting Navy Secretary) กับสมาชิกครอบครัวมากกว่า 200 คนของบรรดาลูกเรือบนเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ณ สถานีการบินทหารเรือ (the naval air station) ที่ นอร์ทไอร์แลนด์ (North Island), เมืองแซนดิเอโก (San Diego) รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งนี้ นอร์ทไอร์แลนด์ คือท่าเรือที่เป็นฐานประจำการหลักของเรือลินคอล์น
ปรากฏว่าทางสมาชิกครอบครัวของลูกเรือเหล่านี้ ได้รับข่าวสารจำนวนมากจากผู้เป็นที่รักของพวกเขาจนท่วมท้น เกี่ยวกับสภาวการณ์ด้านต่างๆ ซึ่งกำลังย่ำแย่เลวร้ายลงเรื่อยๆ บนเรือลินคอล์น เป็นต้นว่า ห้องอาบน้ำที่มีเชื้อรา, น้ำที่ปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอม, การขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ, และอาหารที่เลวร้าย เรือลินคอล์นนับถึงวันดังกล่าวได้ถูกส่งออกไปปฏิบัติภารกิจรวมเป็นเวลา 260 วันแล้ว ในจำนวนนี้มีช่วงเวลา 240 วันต่อเนื่องกันซึ่งไม่มีการขึ้นบกกันเลย
เหตุผลสำคัญสำหรับการถูกส่งออกไปปฏิบัติภารกิจอย่างยาวนานขนาดนี้ สามารถสืบสาวได้ว่าเนื่องมาจากการขาดแคลนเรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งสามารถจัดส่งออกไปปฏิบัติภารกิจได้นั่นเอง ถึงแม้ในปัจจุบันมีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐรวม 11 ลำยังคงขึ้นระวางประจำการอยู่ แต่เรือลินคอล์นยังคงถูกสั่งให้อยู่โยงอย่างยาวนานก็เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะหาเรือลำอื่นมาปฏิบัติภารกิจแทนที่ การเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นมานั้น หมายความว่าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯส่วนใหญ่แล้วกำลังอยู่ระหว่างเข้าอู่รับการซ่อมบำรุง หรือไม่พวกลูกเรือก็จำเป็นต้องได้รับการฝึก หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง ด้วยเหตุนี้กองเรือเหล่านี้ส่วนใหญ่จึงอยู่ในสภาพหยุดพักจอดทอดสมอ และผลลัพธ์ประการหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นก็คือพลังอำนาจในการป้องปรามของสหรัฐฯอ่อนแอลงอย่างสาหัสร้ายแรง
ยิ่งเมื่อเกิดความเลวร้ายขึ้นมาและจำเป็นต้องให้เรือลินคอล์นกลับเข้าเทียบท่าเสียทีด้วยแล้ว ปัญหากองเรือบรรทุกเครื่องบินก็มีแต่จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก และการป้องปรามก็ยิ่งตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม
ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (รหัสประจำเรือ คือ CVN-72) ได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเป็นเรือที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมายสำหรับผลงานและความยอดเยี่ยมด้านต่างๆ ตลอดหลายๆ ปีที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ได้รับการขึ้นระวางเข้าประจำการในปี 1989 บนเรือติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 ชุด
คำร้องเรียนเหล่านี้มีมูลความจริงหรือไม่? มันมีหลักฐานอันชัดเจนที่แสดงว่าสภาวการณ์ต่างๆ บนเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้กำลังเลวร้ายลงทุกทีจริงๆ, การซ่อมบำรุงสำคัญถูกเลื่อนเวลาออกไป, และเมื่ออยู่ในทะเล การที่เรือจะได้รับเสบียงข้าวของต่างๆ เพิ่มเติมก็ไม่ปกติ โดยหากเพียงแค่ล่าช้าเท่านั้นก็ถือว่าดีมากแล้ว
เรือ อับราฮัม ลินคอล์น เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนิมิตซ์ (Nimitz-class) ทำหน้าที่เป็นเรือธงของหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีหมู่ที่ 3 (Carrier Strike Group 3 หรือ CSG-3) ถึงแม้การถูกส่งออกไปปฏิบัติภารกิจเที่ยวนี้ในตอนแรกทีเดียวได้รับการกำหนดเอาไว้ว่าจะสิ้นสุดลงราวๆ เดือนพฤษภาคม 2026 แต่แล้วก็ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดเ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆ ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็รวมถึงภารกิจในการบังคับให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯในเรื่องจำกัดควบคุมต่างๆ ทางการเดินเรือ ตลอดจนภารกิจในการป้องกันภัยทางอากาศในอาวเปอร์เซียและทะเลแดง
เรือลินคอล์น มีกองบินทหารเรือที่ 9 (Carrier Air Wing 9 หรือ CVW-9) ประจำการอยู่ กองบินนี้บังคับบัญชาพวกฝูงบินขับไล่โจมตี ซึ่งใช้เครื่องบิน F/A-18E/F Super Hornets, F-35C Lightning IIs, เครื่องบินโจมตีสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EA-18G Growlers), และ เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าใช้ใบพัดเทอร์ไบน์ early-warning turboprops (E-2 Hawkeyes), ตลอดจนเฮลิคอปเตอร์ MH-60R/S Seahawks
ขณะเดียวกัน เรือลินคอล์นยังได้รับการสนับสนุนจาก กองเรือพิฆาตที่ 21 (Destroyer Squadron 21 หรือ DESRON 21) ซึ่งประกอบด้วยเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีหลายลำ คอยสนองทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบหลายชั้น (ระบบ AEGIS), ขีดความสามารถในการต่อสู้เรือดำน้ำ, และทางเลือกต่างๆ ในการโจมตีภาคพื้นดิน
บนเรือลินคอล์นเอง มีกลาสีประจำการอยู่ 3,200 นาย รับผิดชอบเรื่องการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์, การเดินเรือ, งานช่างด้านต่างๆ, การซ่อมบำรุง และการปฏิบัติหน้าที่ประจำวันในเรือ นอกจากนั้นยังมีบุคลากรจำนวน 2,480 นาย (รวมทั้งนักบิน, ลูกเรือด้านการซ่อมบำรุง, และผู้ชำนาญพิเศษด้านการให้ความสนับสนุน) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่จัดการและให้บริการแก่เครื่องบินของเรือบรรทุกเครื่องบิน แล้วยังมีลูกเรือของพวกเรือพิฆาตและเรืออื่นๆ อีกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยเฉพาะกิจเรือบรรทุกเครื่องบิน (carrier task force) นี้
ทั้งนี้ กองเรือพิฆาตที่ 21 ประกอบด้วย เรือยูเอสเอส สพรูเอนซ์ (USS Spruance), ยูเอสเอส แฟรงค์ อี. พีเตอร์เสน จูเนียร์ (USS Frank E. Petersen Jr.), และ ยูเอสเอส โอเคน (USS O’Kane) แต่ละลำมีลูกเรือจำนวนระหว่าง 300 ถึง 400 นาย ขณะที่หน่วยเฉพาะกิจเรือบรรทุกเครื่องบินหนึ่งๆ ยังจะมีเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์จำนวน 1 ถึง 2 ลำร่วมอยู่ด้วย
กำลังบุคลากรตลอดทั่วทั้งหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีโดยรวม ปกติแล้วจะตกอยู่ในระหว่าง 6,500 ถึง 7,500 นาย ทั้งนี้นับรวมทั้งนายทหารและกลาสี
ขณะที่พวกลูกเรือบางส่วนที่ประจำอยู่ในเรือลำอื่นๆ ของหน่วยเฉพาะกิจนอกเหนือจากเรือบรรทุกเครื่องบิน สามารถที่จะ และบางครั้งก็จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน แต่บุคลากรของเรือบรรทุกเครื่องบินเองจะไม่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนแต่อย่างใด และไม่มีการเตรียมลูกเรือสำรองใดๆ ให้มาปฏิบัติงานเรือบรรทุกเครื่องบิน
ย้อนหลังกลับไปในอดีตจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษ 1960 กองทัพเรือสหรัฐฯเคยทดลองใช้วิธีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนลูกเรือ แทนที่จะต้องใช้วิธีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเรือ ตอนต้นทศวรรษ 2000 นาวีสหรัฐฯเคยทดลองด้วยโครงการที่ใช้ชื่อว่า โปรแกรม ซี สว็อป (Sea Swap program) [1] แล้วผลออกมาว่าประสบปัญหาทั้งทางด้านการบริหารและด้านการปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือสหรัฐฯเวลานี้ยังคงมีการผลัดเปลี่ยนลูกเรือในเรือดำน้ำ (เรียกว่า ระบบบลูโกลด์ Blue Gold system) [2] รวมทั้งบางครั้งกองทัพเรือสามารถที่จะผลัดเปลี่ยนเรือต่างๆ ที่ประจำอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจเรือบรรทุกเครื่องบินได้ (แต่ไม่ใช่เรือบรรทุกเครื่องบินเอง)
การที่ทฤษฎีในเรื่องการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนลูกเรือได้ถูกโยนทิ้งไปเช่นนี้ สืบเนื่องจากความเป็นจริง 2 ประการ นั่นคือ ระบบรับสมัครทหารของกองทัพเรือไม่สามารถหากลาสีที่มีคุณภาพเข้ามาเพิ่มเติมได้อย่างเพียงพอ แม้กระทั่งในเวลาที่มีพวกลูกเรือซึ่งมีความเหมาะสมอำลากองทัพไป นอกจากนั้นเรื่องการฝึกก็พูดกันว่ากำลังอยู่ในสภาพล้าหลังกว่าความเรียกร้องต้องการของการปฏิบัติการไปไกลสุดกู่ [3] ทั้งนี้ถ้าหากไม่เป็นเพราะขาดแคลนบุคลากรที่มีศักยภาพ ก็เนื่องมาจากไม่มีครูฝึกอย่างเพียงพอ รายงานล่าสุดหลายฉบับ (ปี 2025) ระบุว่า กองทัพเรืออยู่ในสภาพขาดแคลนบุคลากร มีลูกเรือไม่เพียงพอ ราวๆ 20,000 นาย
นอกจากบุคลากรไม่เพียงพอ กองทัพเรือยังมีปัญหาเรือบรรทุกเครื่องบินมีจำนวนไม่เพียงพออีกด้วย เมื่อปี 1991 ระหว่างยุทธการพายุทะเลทราย (Operation Desert Storm ยุทธการนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายขับไล่กองทัพอิรักของซัดดัม ฮุสเซน ออกไปจากการรุกรานและยึดครองคูเวต ทั้งนี้ กองกำลังสู้รบเรือบรรทุกเครื่องบิน ได้รับชื่อรหัสเรียกขานในครั้งนั้นว่า Battle Force Zulu) มีสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย นั่นคือ เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯถึง 4 ลำปฏิบัติการพร้อมๆ กันภายในอ่าวเปอร์เซีย โดยประกอบด้วย ยูเอสเอส มิดเวย์ (USS Midway รหัสประจำเรือ CV-41 ถูกปลดประจำการในปี 1997), ยูเอสเอส เรนเจอร์ (USS Ranger CV-61 ถูกปลดระวางปี 1993), ยูเอสเอส อเมริกา (USS America CV-66 ถูกปลดระวางปี 1996), และ ยูเสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (USS Theodore Roosevelt CVN-71) สหรัฐฯในทุกวันนี้มีเรือบรรทุกเครื่องบินที่แล่นอยู่ในทะเลเพียงแค่ 3 ลำเท่านั้น ได้แก่ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์นล ยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (USS George H.W. Bush) และ ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน (USS George Washington)
ในวันที่ 22 สิงหาคม หรือหลังจากนั้นไม่นานนัก เรือลินคอล์น จะบ่ายหน้ากลับคืนสู่นอร์ทไอร์แลนด์ เมืองแซนดิเอโก ซึ่งที่นั่นมันจะเข้ารับการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ เรือจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งท่าเรือที่เป็นฐานประจำการหลักอยู่ที่ ฐานทัพเรือโยโกซูกะ (Fleet Activities Yokosuka) ของกองทัพเรือสหรัฐฯในเมืองโยโกซูกะ จังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น เวลานี้กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนที่เรืออับราฮัม ลินคอล์น โดยปล่อยให้ทั่วทั้งภูมิภาคแปซิฟิกไม่มีหน่วยเฉพาะกิจเรือบรรทุกเครื่องบินใดๆ เหลืออยู่เลย ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นในแอตแลนติกเหนือ หรือแอตแลนติกใต้, ทะเลแคริบเบียน หรือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก็ไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯปรากฏตัวอยู่สักลำเดียวเช่นกัน
ตามกฎหมายแล้ว กองทัพเรือสหรัฐฯถูกกำหนดให้ต้องมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 11 ลำ เรือเหล่านี้ที่กำลังใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วคือเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ เรือธงของชั้นนี้ ซึ่งคือ ยูเอสเอส นิมิตซ์ (USS Nimitz) มีกำหนดจะถูกปลดประจำการในปี 2027 ติดตามด้วย ยูเอสเอส ไอเซนฮาวร์ (USS Eisenhower) ในปี 2030 (ณ วันที่ถูกปลดประจำการ เรือลำนี้จะถูกใช้งานมาเป็นเวลา 53 ปี) เรือบรรทุกเครื่องชั้นใหม่กว่านี้ คือชั้นฟอร์ด (Ford class) ซึ่งลำแรกเลยใช้เครื่องดีดส่งเครื่องบินขึ้นฟ้า (catapults) ที่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ไม่ใช่ระบบไอน้ำที่เป็นระบบเก่ากว่า) ที่จริงได้รับการวางตัวเอาไว้ว่าจะทยอยผลิตออกมาเพื่อเข้าแทนที่เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ ปรากฏว่าลำแรกของเรือชั้นนี้ ซึ่งคือ ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford CVN-78) เวลานี้กำลังอยู่ในอู่เพื่อดำเนินการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ภายหลังออกปฏิบัติภารกิจนาน 326 วัน โดยรวมถึงการซ่อมแซมในระดับโครงสร้างหลายๆ รายการเพื่อจัดการกับความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในพื้นที่ซักรีดหลักของเรือเมื่อวันที่ 12 มีนาคมปีนี้ บางทีเรือบรรทุกเครื่องอีก 2 ลำ (แต่ไม่ใช่เรือฟอร์ด) ที่ปัจจุบันยังอยู่ในท่าเรือ อาจจะถูกนำออกมาใช้งานกันใหม่ในกรณีที่เกิดวิกฤตขึ้นมา
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ให้ยุติการใช้เครื่องดีดเครื่องบินระบบอิเล็กทรอนิกส์ และหันมาใช้ระบบไอน้ำ [4] จะส่งผลกระทบอย่างไรต่ดโปรแกรมเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นฟอร์ด
กลับมาพูดถึงเรือลินคอล์น เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย เป็นต้นว่า รางวัลอาร์ลีจ์เบิร์ก (Arleigh Burke Award) ที่มอบให้เรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีการบังคับบัญชาที่มีการปรับปรุงยกระดับให้ดีขึ้นมากที่สุดในบรรดากองเรือในภาคแปซิฟิก, รางวัล เนวี อี-ริบบอน (Navy E-Ribbon) สำหรับประสิทธิภาพในการสู้รบ, และรางวัลรำลึกกัป ตัน เอดเวิร์ด เอฟ. เนย์ (Captain Edward F. Ney Memorial Award) สำหรับบริการด้านอาหารยอดเยี่ยม เรือลินคอล์นยังชนะรางวัลความเป็นเลิศด้านการรักษาบุคลากรมาแล้วหลายครั้ง เป็นการสาธิตให้เห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาสามารถรักษาขวัญกำลังใจของลูกเรือเอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ข้อเท็จจริงที่ว่าบริการด้านอาหารในโรงอาหารของพวกเขานั้นได้รับการยอมรับอย่างสูงในอดีตที่ผ่านมา สามารถเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าปัญหาซึ่งเกิดขึ้นมาในปัจจุบัน สาเหตุน่าจะมาจากการขาดแคลนเสบียงข้าวของที่จะนำมาปรุง ไม่ใช่เรื่องการเตรียมอาหาร หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะมาจากการที่พวกบุคลากรให้บริการด้านอาหารกำลังทำผลงานได้ย่ำแย่ลงอย่างเลวร้าย แต่ไม่น่าจะเป็นเพราะฝ่ายให้บริการด้านอาหารเหล่านี้ขาดฝีมือไม่สามารถทำผลงานดีๆ ได้ ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าในกองทัพเรือตลอดจนเหล่าทัพอื่นๆ การชิงชัยความเป็นเลิศในเรื่องการให้บริการด้านอาหาร ถือเป็นเรื่องที่แข่งขันกันอย่างแข็งขันเอาจริงเอาจัง
เรือลินคอล์นน่าที่จะต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือบางทีอาจจะนานกว่านั้นอีก ในเรื่องการซ่อมแซมเมื่อเดินทางกลับถึงแซนดิเอโกแล้ว พวกอู่ต่อเรือในสหรัฐฯเวลานี้กำลังเผชิญภาวะขีดความสามารถในการทำงานมีความจำกัดอย่างร้ายแรง และมีงานคั่งค้างทำกันไม่ทันกองมหึมา [5] เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินอย่างเรือลินคอล์น ที่ผ่านการใช้งานอย่างหนักจนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องดีดเครื่องบิน, ระบบเกี่ยวสายสลิงหยุดเครื่องบินในเวลาลงจอด (arresting gear), โครงสร้างดาดฟ้าเรือ, และระบบขับเคลื่อนทางวิศวกรรม เกิดการสึกหรอสะสมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ระยะเวลาในการซ่อมบำรุงตามมาตรฐานจึงมักจะยืดเยื้อจากหลายเดือนออกไปเป็นมากกว่าครึ่งปี (และอาจนานกว่านั้นหากต้องมีการซ่อมบำรุงระบบสำคัญๆ ระดับยกเครื่องครั้งใหญ่ หรือถึงกำหนดต้องอัปเกรดระบบสู้รบหลายๆ ระบบพร้อมๆกัน)
ถ้าหากเรือบรรทุกเครื่องบินและหน่วยเฉพาะกิจทางนาวี ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดทั้งสำหรับการพิทักษ์ปกป้องพลังอำนาจของสหรัฐฯ และสำหรับการป้องปรามแล้ว กองทัพเรือก็จำเป็นที่จะยกระดับความพยายามในการรับสมัครและฝึกอบรมกลาสี, เช่นเดียวกับการปรับปรุงยกระดับในด้านการบำรุงรักษาทั้งเมื่ออยู่กลางทะเลและเมื่ออยู่ในท่าเรือซึ่งเป็นฐานประจำการหลัก การลงทุนขนาดใหญ่ๆ เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ กองทัพเรือสหรัฐฯสมควรสามารถที่จะประคับประคองให้มีเรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งอาจออกปฏิบัติการได้ ณ เวลาใดก็ตาม ในจำนวนที่มากกว่าแค่ 2-3 ลำ รวมทั้งไม่สมควรเลยที่จะต้องอยู่ในอาการตะเกียกตะกายเมื่อมีภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเกิดขึ้นมา
สตีเฟน ไบรเอน เป็นอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของเอเชียไทมส์ ข้อเขียนชิ้นนี้นำออกเผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง Weapons and Strategy บนแพลตฟอร์ม Substack ของผู้เขียน
เชิงอรรถ
[1] https://substack.com/redirect/bc0c8b4f-f1d2-4496-99d4-0f87d9834a1f?j=eyJ1IjoiNTQ1NTUifQ.qYFYx5kfGiWo9cjGcAInbSEGFimskGW0kn2G2WyOBFw
[2] https://substack.com/redirect/58437659-74ef-4adf-9694-cf7e660deee0?j=eyJ1IjoiNTQ1NTUifQ.qYFYx5kfGiWo9cjGcAInbSEGFimskGW0kn2G2WyOBFw
[3] https://substack.com/redirect/6f6730a6-783d-4253-8de4-97bb50737d5b?j=eyJ1IjoiNTQ1NTUifQ.qYFYx5kfGiWo9cjGcAInbSEGFimskGW0kn2G2WyOBFw
[4] https://substack.com/redirect/66f07c41-cd27-4078-8aa5-db336d006108?j=eyJ1IjoiNTQ1NTUifQ.qYFYx5kfGiWo9cjGcAInbSEGFimskGW0kn2G2WyOBFw
[5] https://substack.com/redirect/d59233d6-a55f-4918-90eb-21933bccb48e?j=eyJ1IjoiNTQ1NTUifQ.qYFYx5kfGiWo9cjGcAInbSEGFimskGW0kn2G2WyOBFw