ท่ามกลางการที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มแตะเบรกกระแสลงทุนศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ด้วยการชะลอพิจารณาส่งเสริมการลงทุนโครงการใหม่ พร้อมรื้อหลักเกณฑ์ควบคุมการใช้ไฟฟ้า น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน ปรากฏว่า STECON บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับตระกูลชาญวีรกูล กลับมีงานก่อสร้าง Data Center อยู่ในมือจำนวนมาก และกำลังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่ารวมถึง 49,800 ล้านบาท
Bloomberg เปิดเผยรายงานระบุว่า ข้อมูลจากเอกสารนำเสนอนักวิเคราะห์ไตรมาส 2/2569 ของบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON มีแผนเข้าประมูลงานก่อสร้าง Data Center ในประเทศไทยจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 49,800 ล้านบาท หรือราว 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าเจ้าของโครงการจะเปิดประมูลภายในปี 2569
มูลค่า 49,800 ล้านบาทเป็นเพียง “มูลค่างานเป้าหมาย” ที่ STECON เตรียมเข้าร่วมประมูล แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อเจ้าของโครงการ มูลค่าของแต่ละสัญญา รวมถึงคู่แข่งที่เข้าร่วมประมูล แต่หากมองเฉพาะงานที่ได้มาแล้ว STECON ถือว่ามีฐานในธุรกิจนี้ไม่น้อย เพราะ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีงานก่อสร้าง Data Center อยู่ในมือ 4 แห่ง มูลค่ารอรับรู้รายได้ประมาณ 13,200 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวรวมอยู่ใน Backlog หรืองานในมือรอรับรู้รายได้ทั้งหมดของ STECON ประมาณ 116,400 ล้านบาท ซึ่งเดิมมีสัดส่วนสำคัญจากงานถนน รถไฟ ทางด่วน และโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ การขยายเข้าสู่ Data Center จึงช่วยให้บริษัทกระจายพอร์ตมายังงานเอกชนที่เติบโตตามกระแสคลาวด์และ AI
หาก STECON สามารถชนะงานใหม่ได้ครบทั้ง 3 โครงการ มูลค่า 49,800 ล้านบาทจะเทียบเท่าประมาณ 43% ของ Backlog ปัจจุบัน และอาจดันงานในมือขึ้นไปแตะประมาณ 166,000 ล้านบาท ก่อนหักงานเดิมที่ทยอยรับรู้เป็นรายได้ระหว่างทาง
กระแส Data Center เริ่มส่งผลบวกต่อผลประกอบการของ STECON แล้ว โดยครึ่งแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจก่อสร้างประมาณ 16,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากแรงหนุนของงาน Data Center และพลังงานสะอาด ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
การรุกธุรกิจครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการรับเหมาก่อสร้าง เพราะกลุ่ม STECON ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบผลิตและจ่ายน้ำ ระบบพลังงาน การลงทุนพัฒนา Data Center ตลอดจนเทคโนโลยีระบายความร้อนสำหรับศูนย์ข้อมูล
หนึ่งในโครงการที่เกี่ยวข้องคือ Stellar DC ซึ่งกลุ่ม STECON พัฒนาร่วมกับ SC Zeus Data Centers จากสิงคโปร์ มีมูลค่าลงทุนประมาณ 8,050 ล้านบาท รองรับกำลังไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือ IT Load จำนวน 25 เมกะวัตต์
อีกด้านหนึ่ง Eastwater Stecon Utilities ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่าง Stecon Power กับ East Water ได้ทำสัญญาผลิตและจ่ายน้ำอุตสาหกรรมให้โครงการ Hyperscale Data Center ของ Bridge Data Centres ในจังหวัดชลบุรีเป็นเวลา 10 ปี รองรับการใช้น้ำสูงสุดประมาณ 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
สื่อนอกมองตระกูลนายกคุม STECON ส่อนโยบายเอื้อประโยชน์?
ความเคลื่อนไหวของ STECON เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังกลับมาทบทวนผลตอบแทนที่ประเทศไทยได้รับจากการลงทุน Data Center หลังเกิดข้อกังวลว่าโครงการเหล่านี้ใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณสูง แต่สร้างการจ้างงานโดยตรงไม่มาก และอาจทำให้รัฐต้องลงทุนขยายระบบไฟฟ้าโดยภาระส่วนหนึ่งตกอยู่กับประชาชน
คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เห็นชอบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center ระดับชาติ เพื่อกำหนดกรอบการอนุมัติ การส่งเสริมการลงทุน การใช้ทรัพยากร และการรักษาอธิปไตยข้อมูลของประเทศ
ด้านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เปิดเผยว่า ได้ชะลอพิจารณาให้การส่งเสริมโครงการ Data Center ใหม่มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 และยังไม่กำหนดว่าจะกลับมาเปิดพิจารณาเมื่อใด โดยต้องรอหลักเกณฑ์จากคณะกรรมการนโยบายชุดใหม่ก่อน
แนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาครอบคลุมการคิดค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนจริง การให้ผู้ลงทุนวางหลักประกันสำหรับการขอใช้ไฟฟ้า การประเมินความพร้อมของน้ำและระบบส่งไฟ รวมถึงการกำหนดให้โครงการสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยมากกว่าการนำเข้าเซิร์ฟเวอร์มาติดตั้งแล้วรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีความย้อนแย้งให้ตลาดต้องจับตา ด้านหนึ่งรัฐบาลนายอนุทินกำลังยกระดับการคัดกรองและแตะเบรกโครงการ Data Center ใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง STECON ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับตระกูลชาญวีรกูล กลับมีงานในมือจากธุรกิจดังกล่าวถึง 13,200 ล้านบาท และยังมองเห็นโอกาสเข้าชิงงานอีกเกือบ 50,000 ล้านบาท
ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 10 มีนาคม 2569 ระบุว่า บริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งของ STECON ในสัดส่วน 19.62% ขณะที่นายมาศถวิน ชาญวีรกูล ถือหุ้นโดยตรงอีก 1.68% ส่วน Bloomberg ระบุ STECON ว่าเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของครอบครัวนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐบาลเป็นผู้ว่าจ้างหรือเป็นผู้ตัดสินผลประมูลงาน Data Center ทั้ง 3 โครงการ และยังไม่มีหลักฐานว่าการกำหนดนโยบายของรัฐบาลทำให้ STECON ได้รับประโยชน์เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากงานที่บริษัทเตรียมเข้าประมูลเป็นงานก่อสร้างของภาคเอกชน
สิ่งที่ควรจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า STECON จะชนะประมูลกี่โครงการ แต่ในวันที่รัฐบาลประกาศคุมเข้ม Data Center บริษัทที่มีสายสัมพันธ์กับครอบครัวผู้นำประเทศกลับกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากธุรกิจเดียวกัน ความโปร่งใสในการอนุมัติ การจัดสรรไฟฟ้า น้ำ และสิทธิประโยชน์ทางภาษี จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเปิดเผยให้ชัด เพื่อไม่ให้ “การแตะเบรก” ถูกตั้งคำถามว่าเบรกทุกโครงการอย่างเสมอภาค หรือมีใครได้ออกตัวนำไปก่อนกันแน่?