xs
xsm
sm
md
lg

“จอย บียอนด์” เปิดหน้าสู้ ชิงสิทธิ์ดูแล “เจ้าสัวหมื่นล้าน” โต้โลภสมบัติ ยอมรับช็อกถูกตัดเงินเลี้ยงดูหลักล้านรายปี!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“จอย บียอนด์” เปิดหน้าท้าชน เป็นอดีตนางเอกยุค 90 ชิงตัว-สิทธิ์ดูแล “เจ้าสัวหมื่นล้าน” คลางแคลงใจ ถูกหลานชายกีดกันไม่ให้พบสามี อ้างป่วยอัลไซเมอร์อยากให้ลืม พร้อมงัดรูปถ่ายยืนยันสถานะภรรยา 30 ปี แม้ไม่ได้จดทะเบียน เสียงสั่นโต้โลภสมบัติ หวังแค่กลับไปเคียงข้างสามี ยอมรับช็อกโดนตัดเงินเลี้ยงดูรายปี ปล่อยโฮวอนหลานชายสงสารและเมตตา ขอโอกาสกลับไปดูแลเจ้าสัวก่อนสาย

กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการบันเทิงเมื่อ “จอย บียอนด์” หรือ “จอย หทัยทิพย์ สีสังข์” อดีตนางเอกยุค 90 ควงแขนทนายความส่วนตัว เปิดแถลงข่าว ณ โรงแรม Mida Hotel Don Mueang Airport เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีข่าวลือศึกชิงตัวและสิทธิ์การดูแลเจ้าสัวหมื่นล้าน ยอมรับว่าตนคือตัวจริงที่คบหาและกินอยู่กับเจ้าสัวมานานกว่า 30 ปี แต่ปัจจุบันกลับถูกหลานชายของฝ่ายชายกีดกันไม่ให้เข้าบ้านและตัดขาดการติดต่อทุกช่องทาง

จอย เผยทั้งน้ำตาว่า ความสัมพันธ์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ครอบครัวและญาติของทั้งสองฝ่ายรับรู้มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อ 4-5 ปีหลัง สามีเริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวานและอัลไซเมอร์ ตนจึงเพิ่มการดูแลเรื่องอาหารการกินและสุขภาพอย่างใกล้ชิด แต่เรื่องราวเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา หลานชายคนหนึ่งของสามีได้อ้างเหตุผลเปลี่ยนกุญแจประตูบ้าน และสั่งห้ามไม่ให้ตนเข้าบ้าน โดยให้เหตุผลที่น่าฉงนว่า “สามีรักคุณมาก อยากให้เขาลืมคุณ” รวมถึงมีการปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ของสามีเมื่อเข้าบ้าน ทำให้ตนไม่สามารถติดต่อได้เลย 
 
จอย : “ต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวของจอยนะคะ ย้อนไป 30 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ในตอนนั้นที่จอยเล่นภาพยนตร์เรื่อง ธรณีกรรแสง แล้วก็ได้พบกับท่านเจ้าสัว เราก็ตกลงเป็นแฟนกัน แล้วก็อยู่กินกันมาจนถึง ณ ตอนนี้นะคะ แล้วก็มีความสุขกันดี ไม่ว่าในเรื่องของการทำอะไรในการตัดสินใจของเขา เขาก็ปรึกษาจอยนะคะ ส่วนจอยถ้าจะเล่นภาพยนตร์หรือว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับวงการบันเทิง ในการแต่งตัว ในการเลือกภาพยนตร์ที่จะเล่น ก็ต้องปรึกษาเขา เพราะมันเหมือนกับว่าเขาคือหุ้นส่วนชีวิตของเรา

ชีวิตก็มีความสุขดีค่ะ เพราะว่าเราก็อยู่กันแบบไม่ได้ออกสื่อ แต่ว่าเปิดเผยในเรื่องของทางญาติๆ เขา แล้วก็ทางญาติๆ จอย เพราะว่าช่วงนั้นจอยอายุประมาณ 20 กว่า แล้วก็ไม่ได้สะดวกที่จะยังเปิดเผยว่าเรามีสามีแล้ว แล้วเขาก็เป็นนักธุรกิจ เราก็ต่างตกลงกัน มีความสุขดี

จนมาถึงในระยะ 4-5 ปีหลัง มันก็มีคนๆ หนึ่งก็คือหลานเขานะคะ คือท่านเจ้าสัวเนี่ยเริ่มมีอาการอัลไซเมอร์ ซึ่งปกติจอยก็ดูแลท่านในเรื่องของการทานอาหาร การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย เพราะว่าท่านจะมีเรื่องของเบาหวานอยู่แล้ว ทีนี้พอมาเกิดปัญหาตรงนี้ เราก็จะเริ่มดูแลเพิ่มขึ้น ก็ไปศึกษาในเรื่องของอาหาร ในเรื่องของสุขอนามัย ในเรื่องการทานอะไรที่ไม่มีความหวาน ไม่ให้น้ำตาลเยอะ พักผ่อนให้เพียงพอ หรือการออกกำลังกาย ก็ดูแลเพิ่มขึ้น แต่ทีนี้บางครั้งเราต้องไปทำงาน เพราะว่าหนูก็มีร้องเพลงบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง

คุณคนนั้นก็บอกว่าเดี๋ยวจะกลับไปอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่เขา แล้วก็เห็นว่าการดูแลตรงนี้เกิดจากเขาคนเดียวนะคะ ไม่ใช่ญาติทั้งหมด ก็ทำให้เราสบายใจขึ้น เพราะว่าเขาไม่ได้เป็นคนอื่น เราก็รู้จักมักคุ้นกันดี เพราะว่ามันก็ 20-30 ปี ก็โอเคไม่ว่าเขาจะอยู่บ้านไหน เราก็สามารถไปได้ แต่ทีนี้มันเกิดการที่ว่า เขาบอกประตูรีโมตเสีย ก็ต้องเปลี่ยน พอเปลี่ยนประตูรีโมตเสร็จ เราก็ขอกุญแจไว้ดอกหนึ่ง แต่เขาบอกว่ามันมีแค่ดอกเดียว ก็ไม่เป็นไร ถ้าเกิดจะมา จะเข้าแต่ละครั้งก็โทร.บอกเด็กที่บ้าน ทีนี้จะเข้าจะออกจอยก็โทร.หาเขา แล้วพอในช่วงสุดท้ายจอยก็กลับมาจากทำงาน ก็จะเข้าบ้านปกติ ก็โทร.บอกเด็กที่บ้าน เด็กที่บ้านบอกว่าเขาต้องขอโทษจริงๆ นะคะ เพราะว่าเขาไม่สามารถให้เราเข้าบ้านได้ เพราะคุณคนนั้นสั่งไว้ว่ามีอะไรให้บอกเขา แล้วพอได้รับคำตอบเสร็จถึงจะเข้าได้ มันก็แปลกๆ นิดหนึ่ง เพราะคนที่บ้านบอกว่า ต้องขออนุญาตคุณคนนี้ก่อน จอยก็โทร.หาเขา เขาก็บอกว่าเขาไม่อนุญาตให้เข้าแล้ว

โดยให้เหตุผลว่าเพราะว่าเขา (สามี) รักคุณมาก ผมอยากให้เขาลืมคุณ เป็นประโยคที่หนูงง แล้วไปเจอกันที่ไหนเขาก็ไม่ต้องทัก คือหนูไม่รู้ว่าความรู้สึกอย่างนี้มันแปลว่าอะไร แล้วหนูก็ ขับรถกลับบ้าน แล้วทุกๆ ครั้งในการที่ต้องโทร.หาหรือต้องติดต่อกัน หนูติดต่อเขาไม่ได้ เพราะว่าเวลาที่เขาเข้าบ้าน เขาจะปิดเน็ตของสามีหนู เหมือนเป็นเครื่องเปล่าเลยค่ะ ปิดเน็ตสัญญาณโทร.ไม่ได้ เข้าบ้านไม่ได้ หนูก็พยายามที่จะไปบ้านเขา แต่ก็เข้าไม่ได้ เพราะว่าถ้าเข้าไป เขาจะหาว่าหนูบุกรุก หนูก็ไปเฝ้าหน้าบ้านบ้าง ขับรถผ่านบ้าง หนูเคยไปรอที่โรงพยาบาล เพราะว่าเขาจะต้องไปตรวจสุขภาพ หนูก็ไม่เจอ เพราะหลังจากที่พูดอย่างนี้เสร็จ หนูก็ไม่สามารถจะเจอเขาได้ตรงไหน ก็ตามหากันอยู่สักพักหนึ่ง

จนเมื่อเดือนที่แล้วหนูก็ไปเจอท่าน เพราะหนูรู้ว่าท่านคงไปทานข้าวประจำๆ ที่เราเคยไปทานกัน บังเอิญหนูก็โชคดีที่ได้เจอท่าน แล้วก็เจอเพื่อนของท่านด้วย ประมาณ 6-7 คน แล้วก็เจอคุณคนนั้นด้วย ท่านก็เดินได้นะคะ ต้องบอกนิดหนึ่งว่าท่านไม่ได้ติดเตียง ท่านไม่มีภรรยาและไม่มีลูกนะคะ หนูก็อยู่กับท่านมาตั้งแต่แรกเลย

ทีนี้พอหนูเจอแล้ว ท่านก็บอกว่าหายไปไหนมา เราก็บอกว่าจอยอยากจะเข้าไปหา แต่ว่าเข้าไปไม่ได้ เพราะว่าคุณคนนี้เขาไม่ให้เข้า หนูก็เข้าไม่ได้ ท่านก็ถามว่าแล้วทำไมเธอเข้าไม่ได้ล่ะ เธอจะมาเมื่อไหร่เธอไม่ต้องบอกใคร คือท่านอาจจะจำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง เพราะว่ายังมีความจำอยู่ 30-40% นะคะ ยังไม่ได้เป็นศูนย์ ท่านยังเดินได้อยู่ แต่ในความรู้สึกของจอยนะคะ การเป็นระดับเจ้าสัว ภาพลักษณ์สำคัญ ตอนที่อยู่กับหนู หนูจะให้ท่านเป็นคนที่แต่งตัวดีๆ นะคะ ใครเห็นก็ต้องเคารพ แต่ตอนนี้การแต่งตัวท่านเปลี่ยนไป ใส่เสื้อยืดธรรมดา ใส่เสื้อกั๊กตัวหนึ่ง แล้วก็เดินเหมือนคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของหนู”

เปิดใจแลกความลับ 30 ปี ขอแค่ได้กลับไปดูแล
จอย : “วันนี้ที่หนูมาบอกทุกคนในเรื่องที่ปกปิดมา 30 ปี หนูก็ถือว่าหนูบอกในเรื่องส่วนตัวให้ทุกท่านฟัง เพื่อที่จะแลกกับความสุขของสามีหนูกลับมา หนูอยากดูแลท่านให้ดีกว่านี้ เพราะเราสัญญากันตั้งแต่แรก ตอนที่เราอยู่ด้วยกัน เขาดูแลเราดี แล้วเมื่อบั่นปลาย เราก็ต้องดูแลเขาดีเหมือนกัน มันไม่ได้เกิดจากการที่หนูจากไปโดยธรรมชาติ มันเกิดจากการที่มีคุณคนนั้นกีดกันไม่ให้หนูเข้า หนูก็อยากจะอธิบายให้ญาติๆ เพื่อนๆ แล้วก็ท่านฟัง ก็เลยอยากจะกลับมาดูแลท่าน เหมือนกับสัญญาที่เราสัญญากันไว้ว่าตลอดไป (ถูกกีดกันนานแค่ไหน?) เป็นหลักเดือนค่ะ 8-9 เดือน แต่หมายถึงว่าท่านป่วยมาประมาณ 3-4 ปีให้หลัง ที่ทำให้เราติดต่อกันยากขึ้น

ตอนนี้ต้องการสิทธิ์ในการดูแล อยากดูแลเขา หนูอยากให้เขาฟังเพลงที่ชอบ แต่งตัวที่เขาอยากทำ อยากไปเที่ยวไหน นั่งรถที่เขาชอบ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องนั่งให้ใครเอาไปเอามา มันเหมือนไม่ใช่ที่เขา ต้องมีการพูดคุยค่ะ เพราะว่าโรคนี้เหมือนคุณพ่อหนู การพูดคุยกัน ฟื้นฟู การได้ออกกำลังกาย ขา หรือ มือ จะทำให้สุขภาพดีขึ้นหรือยาวนาน แนวโน้มเป็นไปได้แค่ไหน ตอนนี้หนูตอบไม่ได้เลยนะคะ เพียงแต่ว่าจอยอยากทำหน้าที่ในส่วนตรงนี้ แล้วสามารถทำยังไงได้บ้าง"

เผยคนในครอบครัวคนอื่นดีหมด ยกเว้นหลานคนนี้
จอย : “คนอื่นไม่มี น่ารักทุกคนค่ะ ทั้งพี่ ทั้งน้อง ทั้งญาติ ทั้งหลาน ทุกๆ คนดีหมดเลย ยกเว้นคุณคนนี้คนเดียว”

อยู่ในฐานะสามีภรรยามาตลอด แต่ไม่มีทะเบียนสมรส
จอย : “มาตลอด ต่อเนื่องเลยค่ะ (มีทะเบียนสมรสไหม?) หนูไม่ได้จดทะเบียนสมรส เพราะยังไงเขาไม่ได้มีภรรยา และลูก เราก็คือแฟน คือมันก็มีความรู้สึกว่าสบายใจ เราไม่ได้คิดว่าจะไปยึดที่กระดาษใบเดียวนะคะ

ทางหลานชายคนนั้นก็ทราบว่าเราเป็นภรรยา เพราะทุกครั้งเขาเป็นคนถ่ายรูปให้ เราไปเที่ยวเมืองนอกด้วยกัน เราไปทำกิจกรรมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของในครอบครัว งานแต่งงานในบ้านเขา เราก็อยู่ในสถานะภรรยา ในครอบครัวเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานตรุษจีน งานอะไร หนูก็ยังเป็นคนไปแจกเงินข้างๆ เจ้าสัว ทางตรงนั้นเขารู้หมดอยู่แล้ว

บ้านก็อยู่หลังเดียวกัน ถ้ามาอยู่บ้านเรา เขามาอยู่ด้วย แต่ทีนี้พอเริ่มอัลไซเมอร์ เขาก็ต้องกลับไปอยู่ตรงนั้น ก็เหมือนกับว่าญาติ เราก็ให้ไป เพราะบางทีเราไม่อยู่ ยังไงญาติก็ดูแลดีกว่า ถ้าเราจ้างมา เราคิดแค่นี้ (ญาติคนอื่นเข้าข้างเรา?) ญาติคนอื่นหนูว่าเขาไม่ได้เข้ามายุ่งตรงนี้ คือเหมือนกับว่าต่างคนต่างอยู่ของใครของมัน แต่เขาไม่เคยมองดูถูกหนู ไม่เคยที่จะรังเกียจ เพราะเราไปเที่ยวด้วยกัน เรานั่งทานข้าวด้วยกัน เราคือเข้าไปในตระกูลเขาแบบเปิดเผยในตระกูลเขาและตระกูลเรา”

สถานะชัดเจน เป็นแฟน และภรรยา
จอย : “ใช่ค่ะ แล้วเวลาวันเกิดของจอย ก็ไปที่โรงแรม เขาก็ไป วันเกิดของเขา เราก็ไปบ้านเขา เขามาบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นท่านๆ ในสังคมก็รู้จักหนู”

ตอบแทนอีกฝ่ายได้ว่าเหตุผลคืออะไร เกี่ยวข้องทรัพย์สมบัติหรือไม่ แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจคือความไม่เข้าใจว่าตนเองทำผิดอะไร เหตุใดจึงถูกห้ามไม่ให้ไปหา ทั้งที่ฝ่ายชายยังคงมีความรู้สึกดีๆ ให้เหมือนเดิม เคยขอร้องว่าอยากฟังจากปากสามีเองว่าไม่ต้องการตนแล้วหรือ
จอย : “ตรงนี้จอยไม่สามารถตอบได้ว่าเหตุผลของเขาคืออะไร แต่หนูแค่อยากรู้ว่าหนูผิดอะไร แล้วทำไมหนูถึงไปหาท่านไม่ได้ แล้วท่านก็ยังรักหนูเหมือนเดิม คือหนูก็บอกว่าหนูขอเข้าไปหาท่าน แล้วฟังจากปากท่านว่าไม่ต้องการเราแล้วได้ไหม เขาบอกไม่ต้อง เพราะเขาอยากให้ลืม เพราะว่าอัลไซเมอร์ ถ้าเกิดว่าเราไม่มีการทบทวนบ่อยๆ มันก็จะลืม จอยไม่เข้าใจว่าเหตุผลคืออะไร

ถามว่าไม่ได้พูดคุยญาติๆ คนอื่นเลยเหรอกับท่าทีกีดกันแบบนี้ จอยก็ไม่ได้ไปติดต่อญาติเขา เพราะปกติจะเจอกันในงานแต่งงาน งานเลี้ยง แล้วก็แต่ละท่านก็ผู้ใหญ่กว่าจอย คือท่านเจ้าสัวก็อายุเยอะใช่ไหมคะ พี่น้องเขาก็อายุเยอะกว่า แล้วเขาบอกว่าไม่ต้องไปยุ่งกัน เพราะส่วนใหญ่คนนี้เขาทำธุรกิจ บ้านใครบ้านมัน”
ทนาย : “ส่วนหลานชายใช้อาการอัลไซเมอร์เป็นเครื่องมืดกีดกันไหม อันนี้เราก็ไม่ทราบในเจตนาของเขา”

จอย : “ไม่ทราบในเจตนาเขาเลยว่าเขาคิดยังไง”

ทนาย : “คือสิทธิ์ของการเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย หรือไม่เป็นตามกฎหมายก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะจดทะเบียนสมรส หรือไม่จดทะเบียนสมรส ก็คือมีหน้าที่ปกป้อง ดูแลซึ่งกันและกันอยู่แล้วครับ (ดูแลในฐานะภรรยาได้ แม้ไม่ได้จดทะเบียน?) ความเป็นสามีภรรยา มันไม่ได้ตัดหน้าที่ตรงนั้นลงไป ทะเบียนสมรสไม่ได้มาเป็นกรอบในการที่จะกีดกันไม่ให้ต่างฝ่ายดูแลซึ่งกันและกัน คือการดูแลในฐานะสามีภรรยา ก็สามารถดูแลกันได้ตามปกติ ตามที่เราปฏิบัติกันเป็นกิจวัตรกันอยู่แล้ว”

หลานชายผิดหรือไม่ ต้องรอดูข้อเท็จจริงและหลักฐาน ยันทางออกที่ดีคือการพูดคุย
ทนาย : “อันนี้ต้องไปดูข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แล้วก็หลักฐานที่เกี่ยวข้อง ว่าผิดหรือไม่อย่างไร จริงๆ เรื่องนี้ก็คุยกันได้ ก็เป็นทางออกที่ดีในการคุยกันครับ”

แคลงใจเหตุผลแค่อยากให้ลืมตน
จอย : “จอยเชื่อว่ามันเริ่มมีสัญญาณ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ระวัง ประตูเสีย มันก็เปลี่ยนได้ หรืออาจจะไม่ว่างว่าเขาต้องพาท่านไปโรงงาน ก็เดี๋ยวค่อยเจอ แต่เพราะเราจะไม่คิดไง จะคิดว่าเราเป็นบุคคลที่เป็นญาติเขาไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าเรื่องราวจะหักมุมว่าตัดไปเลย แต่เหตุผลที่เขาพูดมามันทำให้เราแคลงใจว่าเหตุผลแค่ลืม แต่หนูสงสารท่าน อยากให้มีความสุข ท่านก็ทำงานมาขนาดนี้ ภาพในความรู้สึกหนูเวลาไปโรงพยาบาลมันน่าจะมีรถแอมบูแลนซ์คอยรอ ถ้าเกิดอะไรขึ้น มันไม่ใช่การเกาะไหล่กันเดินแบบนี้ เพราะท่านก็ล้มมาหลายๆ ครั้ง

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าท่านจะท้องเสีย หรืออุจจาระ จอยก็เป็นคนเข้าไปทำความสะอาดหมดทุกอย่าง เวลาเขาจะไปไหน เราจะมีเด็กคอยดูเขา แต่การที่เกาะกันแบบเนี้ย แล้วถ้าเขาหงายหลัง ซึ่งในโรงแรมมันเป็นเหมือนหินอ่อน มันน่าจะมีการที่ Protect ที่ดีกว่านี้ ทีนี้เขาก็ล้มบ่อย ก็เลยรู้สึกว่าการระมัดระวังยังไม่เหมือนที่จอยดูแล

จอยมั่นใจว่าการดูแลในฐานะภรรยาต้องดีกว่าคนอื่นอยู่แล้ว เพราะว่ามันต้องดูแลในเรื่องของอาหารด้วย การออกกำลังกาย อาหารนี่จอยจะต้องคัดว่ามีน้ำตาลไหม ไขมันเยอะไหม ต้องระวังทุกอย่าง จอยตรวจทีไรมันก็อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เกิน 200 แต่บางครั้งที่กลับมามันหลายร้อย คือเราปล่อยเขาทานเหมือนคนปกติไม่ได้ อาหารการกิน การออกกำลังกาย เรื่องจิตใจ สุขภาพจิต จอยมั่นใจว่าน่าจะดีกว่านี้ค่ะ”

ยันไร้ปัญหากับหลานชาย อยากรู้ทำไมถึงให้เข้าไปดูแลต่อไม่ได้ อยากกอบโกยคงจดทะเบียนไปนานแล้ว
จอย : “ไม่เคยมีเลย แล้วเราที่เจอกันครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนที่สร้างโรงงานด้วยกัน เขาก็บอกว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่จอยไม่รู้ว่าสาเหตุตรงนี้คืออะไร แต่หนูก็ไม่อยากรู้หรอกว่าสาเหตุคืออะไร แต่อยากรู้ว่าทำไมถึงเข้าไปดูแลต่อไม่ได้ หนูไม่ได้เป็นคนที่ไปทำอะไร อย่างเช่นที่ทุกท่านถามว่าไม่จดทะเบียน ถ้าจอยเป็นคนที่อยากจะจดทะเบียน จอยบอกเขาตั้งแต่แรกแล้ว จอยไม่ได้มากอบโกย จอยไม่ได้มาทำอะไร เราทำหน้าที่เรา เขาดูแลตรงนี้ จอยก็มีความสุขแล้ว จอยถามทุกท่านว่า 30 ปีนี่ถ้าเกิดอยากจะทำอะไรเนี่ย มันคงจะมหาศาลแล้วนะคะ แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำอย่างนั้น

แล้วท่านก็ชอบนิสัยหนูว่าเป็นคนไม่ไปเวอร์ เปิดเผย หรือทำอะไรกับใคร เราไม่รู้ว่าในส่วนนี้ ทำไปแล้ว ญาติๆ เขา ตระกูลเขาชอบไหม เกิดเป็นเรื่องราว เขาให้เราอยู่แบบนี้ เราก็อยู่แบบนี้ แต่ว่ามันมีปัญหาในเรื่องความรักของเรา มันก็เลยทำให้ไม่เข้าใจ มันเกิดคำถาม แต่ใดๆ ก็แล้วแต่นะคะ หนูอยากกลับไปดูแลท่านให้มีความสุขที่สุดในบั้นปลาย เท่าที่เราสัญญากันไว้ แค่นั้นเอง (คิดว่าเรื่องทรัพย์สินของท่าน มันมีส่วนที่ทำให้เกิดวันนี้ขึ้นไหม?) อันนี้ให้เป็นหน้าที่ของทุกคนคิด จอยไม่กล้าคิด แล้วก็ไม่กล้าจะพูดออกไป เพราะไม่รู้ในใจเขา อาจจะรักมากกว่าเรา หรือมีแผนอะไร ไม่ทราบเลยในเจตนานะคะ ต้องให้ทุกท่านคิดเอง จอยไม่กล้าคิดค่ะ ถามว่าที่ผ่านมาท่านเจ้าสัวเคยยกสิ่งของ หรือมอบอะไรต่างๆ ให้ด้วยความรัก ด้วยความสมัครใจบ้างไหม ปกติก็จะเป็นวันเกิด วันครบรอบอะไรแบบนี้ เที่ยวเมืองนอกกัน ให้อะไรที่เป็นตามแบบทั่วไปบ้าง เป็นจิวเวลรี่บ้าง เขาดูแลดีค่ะ ส่วนสิ่งนี้เป็นต้นเหตุไหม ที่อีกฝ่ายมองไหม อาจจะนะคะ แต่ว่าไม่แน่ใจ”

เสียงสั่นโต้โลภสมบัติ ยัน 30 ปีดูแลไม่เคยบกพร่อง หวังแค่กลับไปเคียงข้างสามี
จอย : “อย่างที่จอยบอกเลยค่ะว่าถ้ามีเนี่ย จอยทำไปได้ตั้งแต่ปีแรกๆ ตอนหลงๆ กันแล้วล่ะ เราคงไปขอเขานานแล้วนะคะ ทุกคนก็จะบอกว่าไม่มีใครที่ทำอะไรหละหลวมแบบจอยหรอก เขาคงรัดกุมตรงนั้น ตรงนี้ไปแล้ว แต่เราแค่มีเงินเดือนพอเลี้ยงพ่อแม่ เราก็ดีใจแล้ว เราไม่ได้อยากได้ตรงนี้ต้องนี้ ไม่ได้คิดขนาดนั้น ไม่งั้นจอยรวยไปแล้ว (เสียงสั่น) จอยมั่นใจว่าไม่บกพร่องในฐานะภรรยานะคะ ตั้งแต่แต่งตัว ทานข้าว จนเข้านอน จอยคิดว่าไม่

ตอนนี้จอยก็อยากจะดูแลท่านให้ดีกว่านี้ หนูว่าเรื่องอื่นๆ มันเป็นเรื่องที่มันตามมาได้นะคะ มันไม่ใช่เรื่องเป็นเมน แต่ว่าเวลาที่หนูเห็นเขาแต่งตัวหรืออยู่ในลักษณะอันนี้ จอยคิดว่าน่าจะดีกว่านี้ เพราะตอนที่เราไปเที่ยวด้วยกัน เขาจะมีความสุขมาก แล้วเขาก็เป็นคนที่แต่งแบรนด์เนม แต่งหล่อ มันเหมือนผู้ชายคนนึงอายุเยอะๆ ทั่วๆ ไป ตอนนี้ท่านก็ประมาณใกล้ 80 แล้วค่ะ”

ยังไม่คิดใช้กฎหมายแย่งสิทธิ์ในการดูแล
จอย : “ตอนนี้ยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นนะคะ ตอนนี้คือขอให้ได้ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป หนูพร้อมและหนูก็มีเวลาพอ เพราะว่าในอาทิตย์นึงที่หนูอยู่กับเขา หนูใช้เวลาว่างที่ไปเล่นละคร ต้องสั้น MV ต้องวันเดียวจบ หรืองานรีวิวมันก็จะแค่สั้นๆ เพราะเรารู้ว่าหน้าที่เราคืออะไร”

ไม่บอกใครเพราะกลัวชีวิตลำบาก เพราะเป็นภรรยาเจ้าสัวหมื่นล้าน
จอย : “ที่ผ่านมาจอยก็กลัวว่าคนอื่นเขาจะคิดอย่างนั้น มันทำให้เราใช้ชีวิตมันลำบากขึ้น จอยก็เลือกที่จะไม่บอกใคร เราก็สบายๆ จะได้ไม่เป็นจุดสนใจ แต่ก็ไม่ได้คิดปิดบัง แต่ว่าเขาจะคิดต่างๆ นานา ว่าเราน่าจะเป็นไอ้นั่นไอ้นี่ เหมือนเขานินทาเรา แต่เขาจะนินทาว่าจอยเป็นหนึ่ง เป็นสอง จอยก็ปล่อยเขานินทาไป เพื่อความสบายใจของสามีเรา แต่ ณ วันนี้ต้องบอกก็คือบางคนคิดไปต่างๆ นานาว่าเราเป็นอะไรต่อมิอะไร”
 
ทนาย : “ในเรื่องกฎหมาย การดำเนินการทางกฎหมายต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง พยานหลักฐานครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จะต้องไปดูข้อเท็จจริง พยานหลักฐานก่อน ถึงจะให้ความเห็นได้ว่าแนวทางไปยังไงได้ ส่วนเรื่องของการเจรจา การพูดคุย มันสามารถทำได้กันทุกฝ่ายอยู่แล้วครับ คือเรื่องการจะดูแลคนที่มีบุญคุณ มันเป็นหน้าที่ของภรรยาของทุกคนนั่นแหละ แต่ว่าการที่จะเข้าไปดูแลใคร แล้วอีกคนนึงเขากีดกันตรงนี้ ถือว่าเหมือนไม่ได้ให้โอกาสอีกคนได้ทำหน้าที่ในฐานะที่เขาเป็นภรรยาครับ”

คู่กรณีติดต่อทางอื่นไม่ผ่านตนโดยตรง ลั่นไม่อยากทะเลาะ โยนให้คุยกับทนาย
จอย : “มี ทางฝ่ายนั้นติดต่อมาบ้าง แต่ไม่ได้มากับตัวจอยโดยตรง แต่มาจากทางอื่น แต่ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของการคุยกับท่านทนายดีกว่า เพราะตอนนี้เราพยายามจะคุยกับเขาแล้วเขาไม่คุยกับจอยเลย แล้วก็ไม่อยากจะเข้าไปทะเลาะกัน ส่วนจะคุยต่อไป หรือจะติดต่อไหมอันนี้เดี๋ยวต้องรอดูค่ะ เพราะว่าแค่อยากเจอท่าน และอยากให้สบายใจ สิ่งไหนที่เขาชอบ สิ่งไหนที่ทำ คืออยากให้ทำไปเลย เขาทำงานมาขนาดนี้ ทำไมต้องไปจำกัดความสุข ในความรู้สึกเรา มันน่าจะทำอะไรได้เต็มที่”

ทนาย : “ถ้าเจรจาไม่ได้ ให้มันผ่านขั้นตอนแต่ละเรื่องไปก่อนครับ ยังไม่สามารถที่จะไปพูดอะไรล่วงหน้าได้ครับ”

ทนายความเลี่ยงฟันธงสิทธิ์ตามกฎหมาย ปมภรรยาไร้ใบสมรส 30 ปี ชี้ผู้ป่วยคือคนที่เสียประโยชน์ที่สุดจากการถูกกีดกันทนาย : “อันนี้ผมขอเลี่ยงให้ความเห็นทางด้านกฎหมายนะครับ แต่ความเป็นภรรยาก็ต้องดูแลกัน ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมของสังคมไทย เขาก็เป็นภรรยาคนหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลกัน ว่าสามีภรรยาจะคุ้มครองดูแลกัน เพราะฉะนั้นคนที่ดูแลจะได้รับประโยชน์มากที่สุด ภรรยาก็ได้ดูแล ส่วนเขาเห็นว่าทางท่านผู้ใหญ่คนนี้เป็นคนที่มีบุญคุณกับเขา เขาก็อยากดูแลด้วย คนที่ได้รับประโยประโยชน์มากที่สุดก็คือท่านผู้ใหญ่นี่แหละครับ ไม่ควรที่จะ กีดกัน เพราะว่าการดำเนินการเหล่านี้ คนที่เสียประโยชน์ไปก็คือท่านผู้ใหญ่ ทุกวันนี้สามารถดูแลได้อยู่แล้วครับ อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะมองว่ายังดูแลได้ไม่เต็มที่ ทางนี้ก็มองว่าเขาสามารถดูแลได้ดีกว่านั้น เพราะฉะนั้นควรให้โอกาสทางคุณจอย ไม่ควรที่จะมากีดกัน”
 
จอย : “30 ปีที่ผ่านมา เราก็จะมีบ้านของจอยด้วย ท่านก็จะมาอยู่ แต่หลังโควิดก็ต้องกลับไปอยู่บ้านคุณแม่เขา ก็คือเป็นรวม ก็มีญาติอยู่หลายหลัง แล้วก็มองว่าการที่มีญาติ ถ้าเราไม่อยู่ เขาก็จะดูแลแทนเราได้แค่นั้นเอง แต่ว่าไม่ว่าบ้านหลังไหน จอยก็นอนได้หมดเลยค่ะ ถ้าเกิดสุดท้ายแล้วพูดคุยกันไม่ลงตัว มันต้องเป็นลำดับไป ไม่ได้กำหนดเรื่องเวลา เราก็ลองดูก่อนว่าได้ไหม”

แจงปมพินัยกรรม-ผู้จัดการมรดก ด้านทนายชี้ชัด ป่วยอัลไซเมอร์ต้องให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถก่อนแต่งตั้งผู้อนุบาล
ทนาย : “อันนี้เวลาศาลพิจารณาเรื่องนี้ก็ต้องดูพยานหลักฐานนะครับ แล้วก็ผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะไปยื่นคำร้องด้วย ก็ต้องเป็นผู้ที่ กฎหมาย ให้สิทธิ์ไว้ถึงจะยื่นได้ครับ ตรงนั้นมันต้องไปพิสูจน์กันว่าถึงขนาดที่มีสิทธิ์ที่จะเป็นคนไร้ความสามารถ หรือว่าคนเสมือน หรือว่าจะแต่งตั้งผู้อนุบาล ศาลจะต้องเป็นคนพิจารณาครับเรื่องนั้น”

พร้อมงัดรูปถ่ายยืนยันสถานะภรรยา เผยสบายใจได้ปลดล็อกความลับ 30 ปี
จอย : “ได้ แต่ขอไม่ตรงนี้ได้ไหม แต่มีรูปถ่ายไปเที่ยวด้วยกัน ดำรงชีวิตอยู่ในบ้านด้วยกัน แต่ถามว่าถ้าสุดท้ายแล้วเราเข้าไปไม่ได้จริงๆ เราพร้อมจะเปิดไหม จริงๆ ไม่ต้องเปิดให้เขาดูหรอกค่ะ เพราะเขาเป็นคนส่งให้หนูเอง พอเราไปเที่ยวด้วยกัน เขาก็เป็นคนถ่ายให้เอง เขารู้อยู่แล้ว ทุกอย่างเขารู้อยู่แล้ว แค่ตัวจอยไม่รู้ว่าทำไมเราดูแลควบคู่กันไปไม่ได้แค่นั้นเอง

ก็เผื่อมีใครเข้าใจผิด ที่ปิดๆ บังๆ ลับๆ มาอย่างนี้ อย่างน้อยหนูก็สบายใจ ที่หนูไม่ได้ทำผิดกฎอะไรของใครนะ เพียงแต่ว่าในตอนนั้นมันไม่ได้เหมือนโซเชียลตอนนี้ มันก็อาจจะเรื่องปกปิด พูดง่ายๆ อายุ 20 กว่า ฉันมีสามีแล้ว มันก็ยังไม่แก่ แต่ตอนนี้เราก็แก่แล้ว เราก็อาจจะบอกได้ แต่ถ้ามันไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ จอยก็คิดว่าคงไม่ได้มานั่งบอกตรงนี้หรอก”

ช็อก! โดนตัดเงินเลี้ยงดูรายปี เผยนาทีทรมานใจ 30 ปีไร้ทายาท ขอแค่ได้เจอสามีก่อนสาย
จอย : “ตลอด 30 ปี ท่านให้เงินเลี้ยงดูปกติอยู่แล้วค่ะ (แว่วว่าหลักล้านต่อปี) สามีต้องให้อยู่แล้ว แต่จอยไม่อยากได้เป็นเงินเดือน จอยบอกว่ารวมไปเลย ปีนึงเลย เพราะเวลาเป็นก้อน เราสามารถเอาไปให้ครอบครัวได้ เราก็ประหยัดเอา ก็จะได้เป็นปี จอยบอกเขาเองว่าจอยขอเป็นปี เพราะว่าอันนี้อยากให้พ่อไว้ เพราะเวลาเป็นเดือนแล้วมันน้อย ไปซื้ออะไรใหญ่ๆ ไม่ได้ จอยก็บอกเขา ทีนี้พอรวมเป็นก้อนใหญ่ แล้วโดนตัดชึ้บเลย ตอนนี้ก็โดนตัดไปแล้ว 2 ครั้ง ที่ไม่ได้ หมายถึงในปี แล้วก็วันเกิดที่ปกติจะต้องได้ ตอนนี้ตัดไปแล้วค่ะ โดนตัดพร้อมกับไม่ต้องเข้าบ้านนั่นแหละ

ถามว่ากระทบกับเราไหม เหมือนเราไปทำงานสักที่หนึ่ง แล้วก็บอกว่าตกลงโดนไล่ออก มันค่อนข้างช็อก ที่ว่าวันนี้เป็นวันที่จอยไม่ได้เจอเขาแล้ว 30 ปีมันเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดแล้ว เรียกว่ามันกึ่งจะบ้า กึ่งเสียใจ น้ำตามันตกข้างใน แล้วหนูต้องทำอะไรต่อ มันหลายๆ เหตุผลอยู่ในใจของเรา แต่บางครั้งเราต้องไปร้องเพลงเพื่อสนุก หนูไม่รู้จะไปอธิบายให้ใครฟัง เพราะว่าตลอดระยะเวลาไม่เคยเล่าให้เพื่อนคนไหนฟังเลย แล้วจอยไม่มีทายาท เคยทำแล้ว แต่ไม่ติด เพราะว่าท่านเป็นเบาหวาน”

ถ้าวันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากจะเรียกร้อง จอยมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีสองอย่างเสมอ ก็คงจะต้องไปตามนั้นแหละ หนูก็ไม่รู้ว่าอะไรยังไงต่อ แต่แค่อยากได้เจอเขาก่อนที่อะไรมันจะดูแย่ลงไปกว่านี้”

ปล่อยโฮ วอนหลานชายสงสารและเมตตา ขอโอกาสกลับไปดูแล “เจ้าสัว” ก่อนสาย
จอย : “หนูก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความรักนะคะ แล้วก็อยากให้ความรักสมหวังตลอดไปอย่างที่เราเริ่มต้นมีความรักกัน สงสารหนูเถอะ (ร้องไห้) ถ้าเกิดว่าคุณคนนั้นมีครอบครัว แล้วต้องตกอยู่ในสภาพแบบหนู ขอความกรุณาให้หนูได้เจอเขา อย่าทำแบบนี้กับหนูเลยนะคะ อย่างน้อยหนูเป็นผู้หญิงที่ไม่มีพิษมีภัย ไม่มีการจะเข้าไปทำลายอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ขอทำหน้าที่ เหมือนกับที่หนูปกปิดมาเป็นเวลานาน ให้ท่านมีความสุขก่อนท่านจะอะไรไปตามสัญญา หนูก็พอใจแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ”