GISTDA เผยข้อมูลพื้นที่ป่าจังหวัดน่าน ในช่วง 10 ปี 2558-2568 ลดลง 29,059 ไร่ หรือ 0.63 % ถือเป็นสัญญาณเตือนจากอวกาศที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ ซึ่งผืนป่ายังคงมีแนวโน้มลดลง และยังขาดการฟื้นฟูป่าทดแทน
จากกรณีที่มีพายุเข้าและฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในจังหวัดน่าน จนเกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่มในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่อำเภอปัวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้ออกมาโพสต์ถึงเรื่องดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ดังนี้
“น่าน” น้ำหลาก สัญญาณเตือนจากอวกาศ “สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่”
.
จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ “จังหวัดน่าน” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา ในพื้นที่อำเภอปัวและอำเภอท่าวังผา เนื่องจากมีฝนตกหนักสะสมติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและระดับน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มวลน้ำไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและที่อยู่อาศัยของประชาชน แม้ขณะนี้สถานการณ์ในบางพื้นที่ของทั้งสองอำเภอจะเริ่มคลี่คลาย แต่ในวันถัดมา มวลน้ำในแม่น้ำน่านได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดน่านอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง “วัดภูมินทร์” รวมถึงหลายพื้นที่ในเขตอำเภอเมือง และเวียงสายังคงได้รับผลกระทบและมีน้ำท่วมขังอยู่ในระดับสีแดง
“จังหวัดน่าน” เป็นอีกหนึ่งจังหวัดทางภาคเหนือที่มีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ถูกล้อมรอบด้วยทิวเขาผีปันน้ำและทิวเขาหลวงพระบาง โดยมีพื้นที่ราบหรือหุบเขาบริเวณตอนกลางของจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมือง ปัว ท่าวังผา ภูเพียง และเวียงสา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนเข้ามาอาศัยและตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่น โดยมีแม่น้ำน่านไหลผ่านกึ่งกลางของจังหวัด ด้วยลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว ส่งผลให้พื้นที่ทั้ง 5 อำเภอข้างต้นในจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำและมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากแทบทุกปี
.
นอกจากปัจจัยด้านลักษณะภูมิประเทศและสภาพอากาศในช่วงเวลานี้ที่เอื้อต่อการเกิดปัญหาน้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่อาจมีส่วนต่อความรุนแรงของสถานการณ์ คือ “การเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดิน” ซึ่งข้อมูลจากกรมป่าไม้ ระบุว่า “จังหวัดน่าน” มีพื้นที่ป่าคงสภาพ 4,644,739 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 61.10% ของพื้นที่จังหวัดน่าน ลดลง 29,059 ไร่ หรือ 0.63 % (พื้นที่ป่าไม้คิดจากพื้นที่ขอบเขตตามกรมการปกครอง) เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง ปี 2558 และ 2568 โดยเฉพาะบริเวณอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอทุ่งช้าง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำของ “แม่น้ำน่าน” ซึ่งแม้จะเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่คงสภาพป่ายังคงมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ยังขาดการฟื้นฟูป่าทดแทน โดยพื้นที่ป่ามีบทบาทสำคัญสำหรับช่วยชะลอการไหลของน้ำ ดังนั้นเมื่อเกิดฝนตกหนักสะสมกันหลายวันเช่นช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับพื้นที่คงสภาพป่าลดลง อาจส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำมีความสามรถในการชะลอน้ำลดลง และมวลน้ำจากพื้นที่สูงอาจไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างได้รวดเร็วขึ้น
หากจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินของจังหวัดน่านด้วยข้อมูลจากดาวเทียม พบความสอดคล้องระหว่างการลดลงของพื้นที่ป่าและการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรม โดยข้อมูลปี 2567 จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 2,696,069 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 35.47% ของพื้นที่ทั้งหมด และพบพื้นที่เกษตรกรรมบางส่วนซ้อนทับกับเขตพื้นที่ป่า โดยเฉพาะบริเวณอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอทุ่งช้าง (ภาพในคอมเมนต์) ซึ่งมีพื้นที่คงสภาพป่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี
.
นอกจากนี้ เมื่อเจาะลึกลงไปในส่วนของพื้นที่เกษตรกรรม ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม EcoPlant ที่พัฒนาโดยทีมจัดการการเกษตร GISTDA ระบุว่า พืชที่มีการเพาะปลูกมากที่สุด 3 อันดับแรกในปี 2568 ได้แก่ อันดับ 1 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่เพาะปลูก 4.4 แสนไร่ อันดับ 2 ยางพารา มีพื้นที่เพาะปลูก 3 แสนไร่ และอันดับ 3 เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าว 3.3 แสนไร่ โดยพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่สูง ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับภาพที่ได้จากการแปลภาพถ่ายจากดาวเทียมโดยทีมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม GISTDA ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการลดลงของพื้นที่คงสภาพป่าและการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรม โดยสามารถแสดงการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากดาวเทียมจึงเป็น “สัญญาณเตือน” และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงระหว่างพื้นที่คงสภาพป่าและพื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่คงสภาพป่า เพื่อแก้ไขปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยชะลอการไหลของน้ำเมื่อเกิดภัยพิบัติ และเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที