“ธิษะณา ชุณหะวัณ” โพสต์ถึงกรณีมีผู้หญิงออกมาเปิดเผยประสบการณ์เกี่ยวกับ “สมบัติ บุญงามอนงค์” ชี้สังคมไม่ควรรีบตั้งศาลเตี้ย แต่ต้องไม่ปล่อยให้เสียงของผู้กล้าออกมาพูดถูกกลบ ย้ำประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายและความยินยอมของผู้หญิงไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ พร้อมย้ำ “พวกเดียวกัน” ต้องไม่สำคัญกว่าคำว่า Consent
ภายหลังเกิดกรณีมีผู้หญิงออกมาเปิดเผยประสบการณ์เกี่ยวกับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” นักกิจกรรมทางการเมือง โดยมีการกล่าวถึงประเด็นพฤติกรรมและความสัมพันธ์ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องความยินยอมในการมีความสัมพันธ์ทางเพศ
ล่าสุด น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "ธิษะณา ชุณหะวัณ - แก้วตา - Tisana Choonhavan" แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายและความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
น.ส.ธิษะณาระบุว่า เมื่อมีผู้หญิงออกมาเปิดเผยประสบการณ์เกี่ยวกับนายสมบัติ สิ่งแรกที่สังคมควรทำไม่ใช่การรีบตั้ง “ศาลเตี้ย” เพื่อตัดสินใคร แต่ต้องไม่ปล่อยให้เสียงของผู้ที่กล้าออกมาพูดถูกกลบหายไปอีกครั้ง
ทั้งนี้ นายสมบัติได้ชี้แจงว่าเคยมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าว แต่มีความทรงจำและคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์บางส่วนที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความยินยอม ซึ่งน.ส.ธิษะณามองว่า ยิ่งเป็นเหตุผลที่สังคมต้องพูดถึงเรื่อง Consent หรือความยินยอมอย่างจริงจัง และไม่ควรลดทอนประเด็นให้เหลือเพียงคำถามว่า “เคยมีความสัมพันธ์กันหรือไม่”
“ความยินยอมไม่ใช่การเดา ไม่ใช่ความเงียบ ไม่ใช่ความเกรงใจ และไม่ใช่สิ่งที่อนุมานเอาเองได้ เพราะอีกฝ่ายเคารพ ศรัทธา ทำงานด้วย หรือยังพูดคุยกับเราในภายหลัง” น.ส.ธิษะณาระบุ
อดีต สส.พรรคประชาชน ยังกล่าวถึงประเด็นความรับผิดชอบต่อคู่สมรสว่า หากในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ บุคคลดังกล่าวมีคู่สมรสอยู่แล้ว ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตรงว่าเกิดหรือไม่เกิดการล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากเรื่องการนอกใจและการละเมิดความยินยอมเป็นคนละประเด็นกัน
อย่างไรก็ตาม น.ส.ธิษะณาเห็นว่า ไม่ได้หมายความว่าประเด็นความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์จะไม่มีความสำคัญ โดยผู้ที่มีพันธะต่อคู่สมรสย่อมต้องรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ของตนเอง และไม่ควรโยนภาระทางศีลธรรมกลับไปตั้งคำถามกับผู้หญิงว่า “รู้หรือไม่ว่าเขามีภรรยา”
นอกจากนี้ ยังระบุว่า ในพื้นที่การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างนักกิจกรรมอาวุโส บุคคลสาธารณะ หรือผู้มีชื่อเสียง กับคนหนุ่มสาวหรืออาสาสมัคร อาจมีความไม่สมมาตรทางอำนาจ หรือ Power Asymmetry ซ่อนอยู่ แม้จะไม่มีตำแหน่งในองค์กรอย่างเป็นทางการก็ตาม
น.ส.ธิษะณามองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมาไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ดราม่าฝ่ายประชาธิปไตย” หรือการแข่งขันกันขุดคุ้ยเรื่องฉาวของบุคคลใด แต่ควรมองว่าเป็นปรากฏการณ์ในลักษณะเดียวกับ #MeToo ที่เมื่อคนหนึ่งกล้าออกมาพูด อาจทำให้อีกหลายคนรู้ว่าประสบการณ์ที่ตนเองเคยเก็บเงียบไว้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับตนเพียงลำพัง
“การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความยุติธรรมในพื้นที่สาธารณะ ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้เราหลีกเลี่ยงการตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองในพื้นที่ส่วนตัวได้” น.ส.ธิษะณาระบุ
พร้อมย้ำว่า สังคมไม่ควรมีมาตรฐานสิทธิมนุษยชนชุดหนึ่งไว้ใช้ต่อสู้กับรัฐ แต่กลับใช้มาตรฐานอีกชุดหนึ่งกับผู้หญิงที่อยู่ข้างเดียวกัน และคำว่า “พวกเดียวกัน” ต้องไม่สำคัญไปกว่าคำว่า “Consent”
ท้ายที่สุด น.ส.ธิษะณาได้ส่งกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนที่กำลังรวบรวมความกล้าเพื่อเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เมื่อ 5 ปี หรือแม้แต่ 20 ปีก่อน โดยระบุว่า การที่บุคคลหนึ่งใช้เวลานานกว่าจะสามารถพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้เสียงของบุคคลนั้นมีคุณค่าน้อยลง
พร้อมทิ้งท้ายว่า แทนที่จะรีบตั้งคำถามว่า “ทำไมเพิ่งพูด” สังคมควรหันกลับมาถามตัวเองว่า “ที่ผ่านมา เราเคยสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยพอให้เขาพูดหรือยัง?”